남자diary

let's play with me

since 30.01.2014




ลูกโป่ง ม้าหมุน ไม้กระดาน
เล่นสนุกกันครั้งสุดท้ายเมื่อไรนะ
?

ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นทรงกลมสีดำจ้องมองแผ่นกระดาษม้วนหนาในมือ และไล่สายตาไปยังกองกระดาษอีกหลายแผ่นที่วางระเกะระกะอยู่บนพื้น นิ้วยาวไล่ไปตามผิวสัมผัสหยาบของเนื้อกระดาษเหล่านั้นแผ่นแล้วแผ่นเล่า ในขณะที่เสียงเดียวที่ดังขึ้นภายในห้องนอนแคบๆคือเสียงถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยล้าเท่านั้น

ริมฝีปากถูกขบกัดจนรู้สึกแสบขึ้นมาเล็กน้อย มิโนยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาเท้าคาง สายตายังไม่ละไปจากภาพสเก็ตช์ที่วางรายล้อมรอบกาย ไหล่กว้างลู่ลงพักหนึ่งก่อนดวงตาคมจะปิดลงและขาแว่นถูกดึงถอดออกเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่บ่งบอกถึงมวลความเครียดที่อัดแน่นในใจได้อย่างดี ปลายนิ้วยาวกดลงกับเปลือกตาเบาๆเมื่อตอนที่เจ้าตัวพรูลมหายใจออกมาเสียยาวเหยียด

♬。♫♫~♬♫~♬

“ยอโบเซโย”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรงหลังจากสไลด์นิ้วมือผ่านระบบทัชสกรีนบนหน้าจอโทรศัพท์ ลำตัวยาวเหยียดออกเป็นเส้นตรงพลางเลื้อยตัวนอนราบไปกับพื้น น้ำเสียงออดอ่อยนั้นแฝงแววเบื่อหน่ายเสียเหลือเกินอย่างที่คาดว่าคนฟังคงรู้สึกได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนรักที่โทรมาได้จังหวะขนาดนี้ คงมีกิจกรรมช่วยผ่อนคลายสมองให้เขาบ้างเหมือนอย่างทุกที

“ไฮ้! มิโนยา อยู่ไหนเนี่ยยย”

เสียงทุ้มทว่าฟังดูอู้อี้ขึ้นจมูกดังมาตามคลื่นโทรศัพท์ มีแบ็คกราวน์เป็นกีตาร์ที่เล่นคลอไปกับเสียงร้องเพลงที่ไม่เชิงจะเรียกว่าไพเราะของชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเพียงเท่านั้นซงมินโฮก็พอจะเดาได้ว่าที่ซิโค่เพื่อนรักตั้งแต่สมัยมัธยมโทร.มาหากันนั้น คงหนีไม่พ้นจะโทร.มาชวนไปร้องเพลงจีบสาวอีกนั่นละ

“บ้าน จะชวนไปไหนหรือไง?”

ตอบคำถามนั้นกลับไปพร้อมรอยยิ้ม แล้วก็ต้องขำออกมาเบาๆเมื่อปลายสายหันไปดุกลุ่มเพื่อนให้เบาเสียงลงอีกนิด เพราะเสียงเพลงที่ดังเกินไปนั้นทำให้ตนเริ่มจะคุยโทรศัพท์ไม่รู้เรื่องเสียแล้ว

“ก็รู้ดีอยู้แล้วนี่นา เพราะงั้น..ออกมาเจอกันที่บ้านเจ้าจีฮุนเถอะน่า นี่มากันหมดขาดแค่นายแล้วนะ”

ใบหน้าคมย่นยู่ลงนิดหน่อย ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะไปหาเพื่อนที่สนิทที่สุดอย่างเจ้าพวกนั้นแน่นอน แต่เพราะงานของเขาก็ยังไม่ดูเหมือนจะเข้าใกล้ความจริงเลย ถ้าออกไปข้างนอกก็คงเท่ากับทิ้งเวลาไปเปล่าๆหนึ่งวัน ทำให้คิ้วหนาต้องขมวดมุ่นลงอย่างใช้ความคิด

“ไม่ต้องคิดนานเลย เพื่อนกันป่าวเฮ้ย เพื่อนกันก็ออกมา ด่วนเลย”

คราวนี้เหมือนโทรศัพท์จะถูกส่งต่อให้กับเจ้าของบ้านอย่างพโยจีฮุนเสียแล้ว เสียงแหบต่ำที่คุ้นเคยนั่นถึงได้เอ่ยเร่งเร้าเขาอย่างชัดถ้อยชัดคำเต็มรูหูขนาดนี้ หลังจากเสียงแหกปากงอแงของเพื่อนรักดังขึ้นเป็นระยะ ทวงถามอ้างถึงความรักและมิตรภาพระหว่างกันได้เพียงครู่เดียว ซงมินโฮคนใจง่ายก็ต้องยอมแพ้

“โอเคโอเค ออกไปเดี๋ยวนี้ละ หยุดโวยวายได้แล้ว”

เท่านั้นเสียงหัวเราะร่าของจีฮุนและซิโค่ก็ดังขึ้นประสานกันดังแสบหูไปหมด เขาได้แต่เงื้อกำปั้นขึ้นทำท่าจะชกโทรศัพท์ในมือเท่านั้น ทั้งที่รอยยิ้มบางๆก็ยังประดับจนเต็มใบหน้า ใช่ว่าจะไม่รู้ว่าเพื่อนไม่ได้อ้อนวอนให้ออกไปหาแค่เพื่อเล่นสนุกกัน แต่เพราะพวกเขาไม่ได้เจอกันนานแล้วเนื่องด้วยเวลาว่างที่ไม่ตรงกัน และเพราะเขามีชีวิตที่ดูเครียดกว่าใครๆในกลุ่ม เจ้าพวกนั้นถึงอยากช่วยกันทำให้เขายิ้ม

และด้วยสาเหตุนั้นมิโนไมโนของเพื่อนๆจึงเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านในอีกห้านาทีต่อมา สาวเท้าเร็วๆเดินผ่านร้านมินิมาร์ทที่ตั้งอยู่หน้าปากซอยแล้วก็พบว่ามันปิดทำการ เขาแลบลิ้นออกมาตอนที่ฉุกคิดขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันเด็กตามที่ป้ายปิดประกาศหน้าร้านบอก ริมฝีปากห่อเป็นรูปตัวโอพลางส่ายหัวไปมาเมื่อคิดว่าเคร่งเครียดกับงานจนลืมวันคืนไปขนาดนี้ได้ยังไง

และยังไม่ทันที่เท้าจะออกวิ่งเหยาะๆไปยังบ้านจีฮุนที่อยู่สามซอยถัดไป ใบหูก็พลันได้ยินเสียงเพลงดังขึ้นจากพื้นที่บริเวณที่จำได้ว่าเป็นสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน เวทีถูกยกสูงประมาณหนึ่งเมตรมีเด็กตัวเล็กๆ สวมเสื้อผ้าลายการ์ตูนน่ารักน่าชังกำลังเต้นประกอบจังหวะอยู่เกือบสิบคน ทีแรกตั้งใจว่าจะเพียงแค่ดูบรรยากาศรวมๆของงาน เพราะว่ายังไงก็เป็นทางผ่านอยู่แล้ว แต่อะไรบางอย่างกลับดึงดูดสายตาของเขาให้ถูกตรึงเอาไว้กว่าครึ่งนาที

อีซึงฮุน

ปีสี่วารสาร

เคยเจอกันในวิชาเลือก

เสียงใสๆที่ฝากประโยคน่าประทับใจเอาไว้กับเขานั้นดังขึ้นในหัว ในเวลาเดียวกับที่รอยยิ้มหวานจนหัวใจกระตุกนั้นถูกโปรยแจกให้เด็กจำนวนมากในบริเวณใกล้ๆตัว มือหนายกขึ้นกระชับกรอบแว่นเพื่อจะจ้องให้ชัดๆอีกครั้งว่านั่นคืออีซึงฮุนฮยองของเขาจริงๆ และพบว่าร่างโปร่ง สูง ขาว ดวงตายิ้มได้แบบนี้ ไม่มีทางจะเป็นใครอื่นไปได้ เมื่อนั้นโทรศัพท์จึงถูกควักออกมากจากกระเป๋ากางเกง

ไม่ไปแล้วนะ ไปหาแฟนก่อน คราวหน้าเจอกัน

มิโนไมโน

ข้อความที่ถูกรัวพิมพ์ลงบนโปรแกรมแชทสีเหลืองชื่อ’คาคาโอะทอล์ค’อย่างรวดเร็ว จากนั้นดวงตาคมก็ไม่ละออกจากกรอบใบหน้าน่ารัก อันเป็นจุดหมายที่ทำให้เขาปฏิเสธเพื่อนรักไปอย่างว่องไวนั้นอีกเลย เขาลองสำรวจคร่าวๆไปจนทั่วบริเวณ ก็พบว่าพื้นที่ที่ซึงฮุนฮยองนั่งขัดสมาธิเท้าคางอยู่นั้นเป็นซุ้มระบายสีตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ ซงมินโฮยกยิ้มอย่างคนเสียสตินิดหน่อยก่อนจะตรงรี่เข้าไปในซุ้มนั้นอย่างเร่งด่วน

“สวัสดีครับ”

ทรุดตัวลงนั่งบนเสื่อน้ำมันแล้วเอ่ยพลางฉีกยิ้มให้กับร่างขาวจัด ที่มีเด็กน้อยอายุไม่เกินหกขวบล้อมรอบกายอยู่เต็มไปหมด ใบหน้าน่ารักนั้นเงยขึ้นมามองเขาแวบหนึ่งหลังจากได้ยินคำทักทาย และไม่นานดวงตาเรียวรีก็โค้งออกเป็นรอยยิ้มเช่นเดียวกับริมฝีปาก พวงแก้มกลมราวกับถูกปั้นเป็นก้อนก็ยกขึ้นเช่นกัน

“อ้าว ..มาทำอะไรที่นี่หรอ ?”

ริมฝีปากบางเอ่ยถามขึ้นหลังจากจัดการอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งขึ้นไปนั่งบนตัก ซึงฮุนฮยองคงยังไม่รู้จักชื่อของเขา จึงเว้นช่วงกลางประโยคเอาไว้เพราะไม่รู้จะเรียกกันว่าอะไรดี ซึ่งก็เข้าทางซงมินโฮผู้ซึ่งต้องการจะแนะนำตัวเต็มที่อยู่แล้ว เขาหยิบพู่กันอันเล็กขึ้นมาถือเล่นก่อนจะถูกมือเล็กๆของเด็กผู้ชายคนหนึ่งดึงมันออกไป

“พอดีบ้านอยู่แถวนี้ เดินผ่านมาก็เลยลองเข้ามาดู เห็นฮยองพอดีเลยเขามาทักน่ะครับ.. เอ่อ ผม ซงมินโฮ สถาปัตย์ปีสอง คราวนั้นที่เจอกันไม่ทันได้แนะนำตัว ..ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการครับ”

ฝ่ามือใหญ่ถูกยื่นออกไปหมายจะได้จับมือนุ่มๆอีกสักครั้ง แต่เจ้าเด็กที่รายล้อมรอบตัวพวกเขาก็ซนเสียเหลือเกิน เด็กผู้หญิงผมเปียสองคนที่คาดว่าคงจะเป็นฝาแฝดกัน ต่างดึงแขนเสื้อฮยองเอาไว้คนละข้างเพื่อเรียกให้ดูผลงานศิลปะของตน และไหนจะเจ้าเด็กผู้ชายสมาธิสั้นคนเดิมกับที่แย่งพู่กันเขาไป จู่ๆก็มาปีนป่ายกอดรัดร่างสูงราวกับว่าเขาเป็นต้นเสาเสียอย่างนั้น

“อ่า ..ขอโทษนะ เด็กๆซนไปหน่อย รำคาญหรือเปล่าอะ”

ปากเอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำน่ารักนั้น แต่ดวงตาคู่เรียวกลับหันมาชำเลืองมองเขาได้แวบเดียวแล้วถอนกลับไป รอยยิ้มสะกดใจแย้มขึ้นส่งให้เด็กหญิงผมสั้นที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่ แล้วในวินาทีที่กำลังลังเลใจกับการที่ไม่รู้จะไปวางมือไม้ไว้ที่ไหนนั้นเอง ซึงฮุนฮยองก็ส่งมือขาวเนียนนุ่มที่เขาต้องการมากระชับมันไว้ บีบเบาๆชั่วครู่แล้วปล่อยออกไป

“ม.. ไม่ครับ น่ารักดี น่ารักมากๆ”

เพียงเท่านั้นคำพูดพึมพำตอบกลับก็กลายเป็นตะกุกตะกักไปหมด ดูอาการแล้วคล้ายกับจะเพ้อนิดๆด้วยซ้ำ สมองมันเหมือนจะแบลงก์ไปชั่วขณะเมื่อดวงตาคู่สวยช้อนมองเข้าให้แบบนั้น ตาคมก็กลับจ้องใบหน้าขาวเนียนนั้นไม่วางตา เสียงหัวเราะคิกคักของเด็กๆดังขึ้นเมื่อเห็นท่าทางเคอะเขินของเขา มิโนรู้สึกได้ว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด แต่ครั้นจะหันไปดุเจ้าเด็กน้อยพวกนี้ให้เงียบเสียงลง ก็กลัวจะทำลายภาพลักษณ์ชายหนุ่มใจงามรักเด็กเข้าให้ จึงได้แต่ส่งยิ้มตอบกลับให้กับร่างโปร่งที่นั่งประจันหน้ากับเขาเท่านั้น

“ถ้าคิดงั้นจริงๆ สนใจจะอยู่เป็นเพื่อนฮยองคอยเล่นกับเด็กๆไหมล่ะ?”

เสียงแปร่งๆคล้ายลูกเป็ดที่เริ่มจะคุ้นเคยเอ่ยชวนพลางเลิกคิ้ว ซงมินโฮเม้มปากกดกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่ให้ออกนอกหน้าไปมากนัก ลองหยิกเนื้อตัวเองใต้กางเกงยีนส์ตัวโปรดก็เหมือนจะยังเจ็บอยู่ เหลือบมองฮยองคนน่ารักก็พบว่ากำลังยิ้มตาเป็นประกายส่งมาให้ เมื่อแน่ใจว่าฮยองชวนเขาจริงๆจึงพยักหน้าตกลงแบบไม่ลังเลเลย

“เอ้า งั้นโบรัมกับโบมีไปเล่นกับมินโฮฮยองนะ เดี๋ยวอปป้าไปดูเพื่อนๆตรงนู้นก่อนนะครับ”

รอยยิ้มที่เคยฉีกจากมุมปากธรรมดาไปจนใกล้รูหูเต็มที กลับค่อยๆหุบลงจนแทบจะเรียกได้ว่าบูดบึ้งเต็มรูปแบบ มิโนจ้องตาเด็ก
หญิงฝาแฝดสองคน ที่คว้าตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์พร้อมพู่กันซึ่งระบายสีไปได้เพียงครึ่งเดียว เดินตรงมานั่งจุ้มปุ๊กรอบตัวเขาคนละข้าง แล้วก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเด็กหญิงทั้งสองเพียงแต่ยิ้มหวานใส่ พวกเธอตั้งอกตั้งใจจรดปลายพู่กันลงไปบนพื้นที่สีขาวของตุ๊กตาปูนเสียเหลือเกิน

แม้จะหงุดหงิดใจนิดหน่อยในตอนแรกที่ถูกทิ้งไว้กับเด็กวัยกำลังซนประมาณเจ็ดแปดคน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น คนไม่เคยเข้าใกล้เด็กวัยอนุบาลมาก่อนแบบเขาก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้ จินตนาการของวัยเด็กมันทำให้บางครั้งก็นึกขัน คิดย้อนไปว่าเมื่อก่อนก็เคยคิดฝันถึงอะไรแปลกๆแบบนี้บ้างเหมือนกัน แต่เพราะโตขึ้น มีความกดดันจากสังคมมากขึ้น อะไรๆก็เลยเปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าสาขาวิขาที่เขาเลือกเรียนจะเกี่ยวข้องกับศิลปะแล้วก็ตาม

เด็กชายจอมซนอายุห้าขวบครึ่งคนเดิมซึ่งภายหลังมารู้ว่าชื่อมุนบิน แม้จะคอยสะกิดชี้ชวนให้เขาตอบคำถามนั่นนี่ ก็สร้างความเพลิดเพลินให้เด็กหนุ่มวัยยี่สิบได้ไม่น้อย เขาเล่นมุกตลกไร้สาระให้เด็กๆฟังอยู่ไม่นานนัก เพื่อนตัวเล็กก็ค่อยๆขยับตัวเข้ามานั่งล้อมรอบกายเป็นวงใหญ่ ทำเอาซงมินโฮที่ปกติไม่ค่อยจะมั่นใจในเซ้นส์การเล่นตลก รู้สึกราวกับเป็นเทพเจ้าเข้าให้ก็วันนี้ละ

เสียงหัวเราะและพูดคุยดำเนินไปไม่นานนักในความรู้สึก ซึงฮุนฮยองก็เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆเด็กชายหน้าตาคล้ายลูกครึ่งตัวเล็กที่รอบนอกของวง พวกเขาเล่นสนุกกันไปมาจนกระทั่งเป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ผู้คนตามซุ้มต่างๆก็เริ่มจะซาลงมากแล้วรวมทั้งในซุ้มระบายสีด้วยเช่นกัน มิโนขยับเข้าใกล้ซึงฮุนฮยองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนครั้งที่ต้องโบกมือกล่าวลาเด็กน้อยทั้งหลาย

เมื่อเหลือเจ้าตัวน้อยเพียงสี่ห้าคนที่ยังคงปักหลักในซุ้ม เพราะว่าผู้ปกครองต่างก็ยังไม่มารับสักที มิโนจึงล้มตัวลงนอนแผ่เหยียดยาวบนพื้นเสื่อน้ำมันอย่างอ่อนล้า มันก็เหนื่อยอยู่ไม่ใช่เล่นหรอกที่ต้องคอยดูแล และเล่นสนุกกับเหล่าเด็กวัยไม่เกินอนุบาลอยู่แบบนี้ แต่ว่าสำหรับเขามันถือได้ว่าเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง ซึ่งหากไม่เปิดใจเข้ามาร่วมกิจกรรมแบบนี้ ก็คงหาประสบการณ์ดีๆกับเพื่อนวัยซนที่ไหนไม่ได้อีก

“มิโนฮยองงงงงง”

เสียงคุ้นๆที่จำได้เพียงลางๆ ไม่แน่ใจว่าเป็นของทงเบหรือจงฮยอนเอ่ยเรียกอยู่ข้างหู แต่ไม่ทันที่จะได้ลืมตาขึ้นมองก็รู้สึกถึงสัมผัสเย็นๆที่ปัดผ่านข้างแก้มตามด้วยข้อแขน และเมื่อหัวทุยผงกขึ้นลืมตามองในวินาทีต่อมา ความรู้สึกรักเด็กที่มีเมื่อครู่ก็หายวับไปในทันใด

“ไฮ้! เจ้าพวกนี้นี่ ..ทำอะไรกันเนี่ยยยยย”

ไม่เชิงว่าตวาดออกไปเสียงดังนักเมื่อเห็นว่าในมือน้อยมีอุปกรณ์อะไรอยู่ ทั้งทงเบและจงฮยอนรวมถึงเด็กหญิงมิเชลที่ดูน่ารักเรียบร้อยก็ด้วย ทั้งหมดมีพู่กันขนาดเล็กในมือคนละสามถึงสี่แท่ง สีน้ำมันที่ยังไม่ถูกเก็บให้เรียบร้อยดีถูกเจ้ามือซนเปิดฝาทิ้งไว้และละเลงบนใบหน้ารวมทั้งท่อนแขนของเขา ซงมินโฮเพลียใจเหลือเกินเมื่อเห็นรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะที่แสนจะน่ารักเหล่านั้น นิ้วอ้วนป้อมนั่นยังชี้มาที่เขาอยู่เลยในตอนนี้

“เฮ้ย ..เด็กๆไม่เอาไม่เล่นแบบนี้ มินโฮไปล้างตัวก่อนดีกว่านะ”

คิ้วที่เริ่มผูกกันเป็นโบว์ก็เริ่มจะคลายออกทีละนิด เมื่อเสียงสวรรค์กลับมาช่วยเขาไว้อีกครั้ง ซึงฮุนคุกเข่าลงและแตะนิ้วลงบนใบหน้าคมสองสามที ก่อนจะพยักเพยิดให้อีกฝ่ายไปล้างตัวในห้องน้ำทางด้านหลังซุ้ม แม้ว่าใบหน้ามนนั้นจะประดับไปด้วยรอยยิ้มขันที่เห็นฝีมือศิลปะของเด็กๆ บนใบหน้าเด็กหนุ่มรุ่นน้องก็เถอะ

หลังจากขัดถูตัวเองอยู่หน้ากระจกได้พักใหญ่ เหมือนว่าที่ซุ้มจะจัดการอะไรๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึงฮุนฮยองจึงเดินเข้ามาดูว่าเขาเป็นยังงบ้าง มิโนยกนิ้วโป้งสะท้อนผ่านกระจกเงาให้รุ่นพี่ต่างคณะได้สบายใจว่าเขาโอเคแล้ว แต่กระนั้นรอยยิ้มบางๆก็ยังไม่จางหายไปจากแก้มใส ซึงฮุนฮยองเดินตรงเข้ามาเปิดก๊อกน้ำข้างๆกันแล้วหมุนหัวไล่หนาให้หันมาเผชิญหน้า

“หลับตาสิ มันเลอะตรงนี้นิดนึง เดี๋ยวล้างออกให้”

ยอมรับว่าเขาประหม่ามาก ตั้งแต่เกิดมาเป็นผู้เป็นคนซงมินโฮไม่เคยใจเต้นแรงเหมือนจะหลุดจากอกขนาดนี้มาก่อน ใบหน้าขาว
เนียน ประดับด้วยรอยยิ้มหวานและดวงตาเรียวรีที่มองตรงมาทำให้หัวใจแทบละลาย ดวงตาคมหลับพริ้มลงแล้วแทบจะกลั้นหายใจอยู่พักใหญ่ เมื่อรู้สึกได้ว่าฮยองกำลังประชิดตัวเขามากยิ่งกว่าเดิม

“วันหลังก็อย่าแอบหลับให้เด็กๆเล่นซนอีกนะรู้มั้ย”

เสียงกลั้วหัวเราะเอ่ยออกมาไม่จริงจังนัก คล้ายจะเซวกันเสียมากกว่า แต่ในวินาทีนี้มิโนทำอะไรไปไม่ได้มากกว่ากัดกระพุ้งแก้มเพื่อกลั้นรอยยิ้มจนเจ็บปากไปหมด ลมหายใจร้อนยังเป่ารดตรงข้างแก้มของเขาอยู่อีกสักพัก หลังจากสัมผัสเย็นๆจากการเช็ดคราบสีโปสเตอร์นั้นได้ละออกไปแล้ว

“อ้ะ เช็ดออกหมดแล้ว ..หล่อแล้วล่ะ”

ลืมตาขึ้นมาก็พบกับดวงตายิ้มได้เหมือนที่คาดเอาไว้นั่นละ แต่ว่าพอมองใกล้ๆในระยะประชิดแบบนี้มันกลับน่ารักมากจนใจแกว่ง ทำให้ร่างสูงนั้นเซไปนิดหนึ่ง มือหนาจับข้อมือขาวนุ่มเนียนเอาไว้ทั้งสองข้างเพื่อคงการทรงตัวเอาไว้ จนเมื่อเสียงหัวเราะเบาๆหลุดออกมาจากริมฝีปากบางจึงรู้สึกตัว ดวงตาคมหลุบมองมือนิ่มอย่างเสียดายก่อนจะปล่อยออกเชื่องช้านัก

ซึงฮุนยังคงเอียงคอมองร่างสูงตรงหน้าด้วยรอยยิ้มอยู่อีกพักหนึ่ง เมื่อไม่ได้พูดว่าอะไรกันอีกจึงหันกลับไปล้างมือจนสะอาด แล้วฝ่ามือขาวที่เปียกชื้นก็ยกขึ้นแตะแก้มกลมๆของเด็กหนุ่มรุ่นน้องชื่อซงมินโฮทั้งสองข้าง ก่อนจะก้มหน้าเดินเร็วๆนำออกจากห้องน้ำไป

ถึงจะไม่ได้ไปเล่นสนุกกับเครื่องเล่นอย่างตอนเด็กๆ
แต่มีใครบางคนมาคอยทำให้ใจเต้นแบบนี้ก็ดีไม่แพ้กันนะ



Continue Reading Next Chapter

About Us

Inkitt is the world’s first reader-powered book publisher, offering an online community for talented authors and book lovers. Write captivating stories, read enchanting novels, and we’ll publish the books you love the most based on crowd wisdom.