남자diary

chinese lunch time

since 04.02.2014




ขึ้นชื่อว่าวันตรุษจีน

ใครๆก็อยากได้อั่งเปาใช่ไหมล่ะ

ขนตายาวเป็นแพทาบบนใบหน้าที่โน้มลงจนแทบจะแปะติดกับโต๊ะเลคเชอร์อยู่รอมร่อ ลูกอมรสหวานที่ยังค้างอยู่ในช่องปากก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก การเรียนในคาบเรียนช่วงเช้าแบบนี้ ไม่ต้องบอกก็คงรู้ดีว่าสมองยังไม่ตื่นตัว มันง่วงเสียจนเขาไม่สามารถลืมตามองอาจารย์หนุ่มร่างผอมสูงที่หน้าห้องได้เต็มตา โชคยังดีอยู่หน่อยที่คลาสนี้คนไม่น้อยมาก และเขาเองนั่งหลังห้องเป็นประจำ เพื่อนๆแถวหน้าคงพอจะบดบังสายตาอาจารย์ไปได้บ้าง

“...แล้วก็เพราะว่าวันนี้เป็นเทศกาลสำคัญ เนื่องในวันตรุษจีน อาจารย์ก็เลยมีของขวัญพิเศษจะมาให้พวกเรา”

ต่างกับใครอีกคนที่นั่งกอดอกอยู่ที่แถวสามของห้องเรียน ดวงตาเรียวรีนั้นจ้องมองทุกอิริยาบถของอาจารย์ผู้สอน รวมทั้งคำพูดทุกคำด้วยเช่นกัน แแม้วิชานี้จะเป็นวิชาเลือก แต่เมื่อมานั่งในห้องเรียนแล้ว เขาก็ไม่เห็นว่าอะไรจะจำเป็นมากไปกว่าการฟังอาจารย์สอน

“จำได้มั้ยที่เรามีควิซกันตอนหลังปีใหม่ ..อาจารย์เข้าใจว่ามันโหดร้ายไปหน่อย ที่นัดเมคอัพแล้วก็ควิซเลย วันนี้ก็เลยมีอั่งเปามาแจกคนที่ทำคะแนนได้ดี เป็นการขอบคุณที่ตั้งใจเรียนกัน”

จบคำพูดประโยคนั้นนักศึกษาที่อ้าปากหาวหวอดบ้าง สัปหงกจนหัวแทบคะมำบ้าง หรือเคลิ้มใกล้จะหลับเต็มทีบ้าง ก็ต่างยกมือขึ้นลูบหน้าลูบตาเรียกสติตนเองกันใหญ่ แน่นอนว่าไม่ค่อยจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยคลาสไหน ที่ใจดีพอจะแจกซองแดงในวันตรุษจีนให้กับนักศึกษากันมากนักหรอก ดังนั้นเสียงเป่าปากและโห่ร้องจึงดังขึ้นสร้างความคึกคักในห้องเรียนได้ไม่น้อย

“อาจารย์ให้กี่คนครับบบ”

นักศึกษาชายท่าทางเนิร์ดที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดเอ่ยถาม ซงมินโฮเหลือบตามองเพื่อนร่วมคลาสแวบหนึ่งแล้วก็ปิดตาลงอีกครั้ง ใครจะสนใจอะไรก็สนใจไปเถอะ เขาเองไม่ใช่ว่าไม่อยากได้อั่งเปาที่อาจารย์บอกว่าจะแจก แต่ดูจากท่าทางที่ไม่ค่อยตั้งใจเรียนนัก รวมทั้งคะแนนควิซที่มักออกมาเป็นลำดับกลางๆค่อนไปทางท้ายเสมอ เท่านี้ก็เลิกหวังไปได้แล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าแจกให้คนทั้งห้อง เขาก็คงไม่มีทางได้หรอก การนั่งถ่างตาตื่นเต้นรอของรางวัลพรรค์นั้นคงไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่

“ให้แค่คนเดียวเท่านั้นละ แต่รางวัลใหญ่มากเชียวนะ”

สิ้นเสียงประกาศถึงจำนวนนักศึกษาที่จะได้รางวัลสำหรับวันนี้ จิตใจที่เพิ่งจะเริ่มเบิกบานของนักศึกษาหนุ่มสาวหลายคนก็ห่อเหี่ยวลงอีกครั้ง เสียงโห่ร้องดังขึ้นประท้วงทว่าอาจารย์หนุ่มก็แกล้งทำเป็นหูทวนลม รอยยิ้มซื่อๆปรากฎขึ้นบนใบหน้า ในเวลาเดียวกับที่มือของอาจารย์กวาดค้นแฟ้มเอกสารในกระเป๋าสะพายใบย่อม

“เอาล่ะๆๆ อย่าโวยวายกันสิ เดี๋ยวครั้งหน้าก็มีมาแจกอีกนั่นละนะ”

เสียงทุ้มที่เอ่ยปรามนักศึกษานั้นออดอ่อยลงทุกที อาจารย์คนเก่งจึงไม่รอช้าที่จะรีบๆประกาศไป ว่าใครกันแน่ที่ได้รับอั่งเปารางวัลใหญ่นั้นไป หลังจากกระแอมเสียงดังหนึ่งทีเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบเสียงลง ก็หลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจที่แสดงถึงการรอคอยคำประกาศรายชื่ออันแสนน่าตื่นเต้นนั้น

“แล้วคนที่ได้คะแนนสูงสุดในควิซครั้งที่แล้วก็คือ อา.. อีซึงฮุนปีสี่ ไม่ผิดโผเท่าไหร่นะ ออกมารับรางวัลได้เลยครับ”

แล้วห้องเรียนก็กลับมาสู่ภาวะปกติอีกครั้งหนึ่ง เพื่อนร่วมคลาสต่างปรบมือและผิวปากหวือเมื่อซึงฮุนฮยองลุกออกจากที่นั่งประจำ ขณะที่ใบหน้าคมค่อยๆเงยขึ้นจากโต๊ะเรียนสีขาวทีละนิด คว้าแว่นสายตาที่วางแปะอยู่ข้างตัวเอามาสวม จากนั้นจึงได้แต่อมยิ้มจนเกิดเป็นรอยลักยิ้มที่สองข้างแก้ม

ในตอนแรกซงมินโฮนึกว่าตัวเองหูฝาดไปเสียอีก ไม่ใช่จะมองว่าฮยองไม่มีทางสอบได้คะแนนดีหรืออะไรทำนองนั้น เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าชื่อที่หลุดออกจากปากอาจารย์จะเป็นคนที่อยู่ในความคิดก็เท่านั้น แต่พอมันเป็นไปจริงๆแล้ว ในหน้าอกข้างซ้ายกลับรู้สึกวูบวาบไปเองเวลาได้ยิน ดวงตาเรียวรีเป็นประกายและรอยยิ้มเต็มใบหน้าก็ชอบโผล่ขึ้นมาให้ใจเต้นอยู่เรื่อย

“ยินดีด้วยนะครับ”

พึมพำเบาๆเมื่อเห็นร่างโปร่งในชุดนักศึกษาโค้งคำนับให้อาจารย์ที่หน้าห้อง รอยยิ้มหวานแสดงถึงความภาคภูมิใจในตัวเอง ลิ้นเรียวแลบเลียริมฝีปากอย่างเขินอายนิดหน่อย ก่อนจะโค้งให้อาจารย์และเพื่อนๆร่วมคลาสอีกครั้ง อีซึงฮุนจึงกลับเข้าประจำที่นั่งของตน

กลุ่มเพื่อนยังคงพูดคุยกันสนุกสนานถึงซองกระดาษสีแดงสดที่ติดมือขาวมาด้วย ดวงตาเรียวรีโค้งเป็นรอยยิ้มอีกครั้งยามส่งซองกระดาษนั้นต่อๆไปให้เพื่อนดูตามคำขอ มิโนเองก็หยุดยิ้มไม่ได้เช่นเดียวกัน แน่ละว่าเขาภาคภูมิใจในตัวซึงฮุนฮยองไม่แพ้กันหรอก

จะให้ไม่ภูมิใจได้ไงล่ะ ..ก็ว่าที่แฟนเขาทั้งน่ารักทั้งเก่งแบบนี้นี่นา




เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นเมื่ออาจารย์กล่าวเลิกคลาส ร่างสูงทางด้านหลังห้องลุกขึ้นบิดตัวไปมาไล่ความเมื่อยล้า แล้วจึงกวาดอุปกรณ์การเรียนของตนลงกระเป๋าไป ซงมินโฮเดินดุ่มๆไม่ได้สนใจใครสักเท่าไร เพราะเขาไม่ใช่คนชอบคุยเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่นมากนัก ถ้าไม่ใช่กลุ่มเพื่อนก็ไม่รู้จะไปคุยอะไรด้วย แล้วทั้งคลาสก็ไม่รู้จักใครเลยสักคน ดังนั้นขายาวจึงเลือกที่จะพาตนเองไปทานข้าว ก่อนที่โรงอาหารจะเต็มไปด้วยผู้คนคงดีกว่า

ทว่าเมื่อเดินออกมาจนถึงบริเวณหน้าห้องเรียน ความตั้งใจเดิมเป็นอันต้องพับเก็บไปเมื่อคิดอะไรใหม่ๆได้ ร่างขาวจัดที่คุ้นเคยในชุดนักศึกษากำลังหันรีหันขวางอยู่ไม่ไกลนัก ทั้งรอบกายของซึงฮุนฮยองยังไม่มีกลุ่มเพื่อนรุมล้อมอย่างที่เคย สบโอกาสเหมาะที่นานๆจะมีมาสักที ซงมินโฮก็ไม่รีรอที่จะเดินเข้าไปหารุ่นพี่คนเก่งเพื่อทักทาย

“ดีใจด้วยนะครับฮยอง”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ซึงฮุนฮยองยิ้มหวานตอบกลับแต่ยังหันหน้าหันหลังเหมือนมองหาใครอยู่ ปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักพักใบหน้าน่ารักจึงหันมาต่อประโยคสนทนากับเขา

“ขอบใจมากนะ ..มินโฮก็สู้ๆล่ะ คราวหน้าจะได้ได้รางวัลเหมือนกัน”

คราวนี้ดวงตาเรียวรีของฮยองมองสบตาเขาตรงๆแล้ว แต่เป็นมิโนเองที่ใจเต้นผิดจังหวะจนอยู่ไม่นิ่งเท่าที่ควร จนต้องล้วงมือหยิบโทรศัพท์เครื่องบางในกระเป๋าขึ้นมาสไลด์หน้าจอไปมา อย่างน้อยไม่ต้องสบตากันตรงๆให้ใจมันหวิวเล่นก็พอแล้ว หัวใจของเขายังไม่แข็งแรงพอจะต่อกรกับความน่ารักตรงหน้านี้

“ครับ ..ว่าแต่ เพื่อนๆฮยองไปไหนหมดแล้ว ..ปกติไม่ค่อยเห็นอยู่คนเดียว”

เอ่ยถามขึ้นมาเพราะคิดในใจว่าที่ฮยองมองหาอยู่เมื่อครู่ ก็คงจะเป็นเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่เขาสังเกตได้ว่าปกติจะไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่ตลอด แต่คราวนี้เหมือนจะยกทีมกันปล่อยฮยองของเขาเอาไว้คนเดียว เพราะจากตรงนี้ไม่เห็นวี่แววของนักศึกษาปีสี่สักคนเดียว นอกจากคนที่ยืนน่ารักอยู่ตรงหน้าเขานี่ละ

“อ่า ..นั่นสิ ไม่รู้ไปไหนแล้ว เมื่อกี้บอกว่าจะมารอข้างนอก พอออกมาก็ไม่เจอแล้ว ..โทร.หาก็ไม่รับสาย”

ริมฝีปากบางเฉียบเอ่ยพลางพ่นลมออกมาพรืดใหญ่ เจ้าตัวคงไม่รู้หรอกว่าแก้มกลมๆนั้นน่าดึงเล่นขนาดไหนเมื่อทำท่าทางแบบนั้น มิโนกลั้นยิ้มจนปวดแก้มไปหมด คิดคำนวณในใจสักพักก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากชวนคนตรงหน้า

“งั้น ..หิวไหมครับ? ไปทานข้าวกันก่อนไหม?”

เท่านั้นดวงตาที่เอาแต่หลุบมองพื้นปูนซีเมนต์ก็เหลือบขึ้นจ้องใบหน้าคม คิ้วหนาเลิกขึ้นสูงราวกับจะถามย้ำ แต่เมื่อเรียวปากบางไม่ได้เอ่ยว่าอะไร มิโนจึงได้แต่ยกมือขึ้นเกาท้ายทอยอย่างเก้ๆกังๆ

“คือ ..เลี้ยงฉลองที่ได้คะแนนดีไงครับ”

เสียงทุ้มเอ่ยสำทับขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นอาการเม้มปากแน่น ราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญของคนตรงหน้า ในนาทีนั้นเองที่ดวงตากลมมองใบหน้าน่ารักอย่างหมดหวัง รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าแผนการชวนฮยองไปทานข้าวคงล่มลงแล้ว

“ถ้างั้น ..ก็ได้มั้ง ไปที่ไหนกันดีอะ”

รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้าของคนทั้งสองอีกครั้งในเวลาพร้อมๆกัน จะที่ไหนก็ตามมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยสำหรับเขา ซงมินโฮคิดว่าคนที่ไปด้วยต่างหากที่สำคัญในตอนนี้ แค่มีซึงฮุนฮยอง ต่อให้ต้องไปกินข้าวข้างกองขยะเขาก็คิดว่ามันอาจจะหอมหวานดีพิลึก

แต่ในที่สุดก็ต้องขอปรบมือเสียงดังๆให้กับอีซึงฮุน ที่ไม่เลือกชอยส์การกินข้าวข้างกองขยะอย่างที่กลัว ร่างโปร่งคอยไถ่ถามคนที่เอาแต่เดินตามต้อยๆอยู่ตลอด ว่าชอบทานอะไรไม่ชอบอะไร ทานเผ็ดได้ไหมมีร้านอะไรอยากทานเป็นพิเศษหรือเปล่า จนสุดท้ายเมื่อซงมินโฮเอาแต่ยักไหล่แล้วพูดทำนองว่า ’แล้วแต่ฮยองเลยครับ’ อยู่ตลอดเวลา นิ้วเรียวจึงชี้ไปทางร้านอาหารร้านโปรดของตนเองที่อยู่ไม่ไกลจากตึกเรียนมากนัก

“ปกติฮยองชอบทานเมนูไหนหรอครับ?”

เลิกคิ้วถามไปตามที่ใจอยากรู้แทบจะทันทีที่นั่งลง ทำให้ขาประจำของร้านต้องหันมามอง ซึงฮุนฮยองจัดกระเป๋าของเขาทั้งสองคนไว้ในที่ๆจะไม่เกะกะมือเกินไป แล้วจึงเอ่ยพูดเสียงใส

“หิวหรอ ..ยังไม่ทันนั่งก็ถามเมนูแล้ว”

พูดยิ้มๆพลางหลิ่วตาไม่จริงจังนักคล้ายต้องการแซวกันเสียมากกว่า มิโนหัวเราะแห้งๆกลบเกลื่อนทั้งที่ภายในแทบร่ำไห้ ฮยองต้องมองเขาเป็นคนตะกละไปแล้วแน่ๆ ทั้งที่ความจริงก็แค่อยากจะศึกษาเอาไว้เท่านั้นเองว่าฮยองชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่ได้รีบร้อนอยากจะกินไปหมดเสียทุกอย่างสักหน่อย

“ล้อเล่นน่า ไม่เห็นต้องทำหน้ามุ่ยเลย ..”

ริมฝีปากบางยู่ลงในขณะที่คิ้วสีเข้มก็ขมวดลงไปด้วย เพียงแวบเดียวเท่านั้นที่ฮยองทำท่าทางล้อเลียนเขา แต่มันก็ทำให้มิโนหัวเราะออกมาได้ บางทีคนเครียดๆและคิดมากอย่างเขาอาจจะเจออะไรที่เข้ากันได้ก็นาทีนี้ มันเป็นแค่ความรู้สึกผ่อนคลายที่ฉายผ่านดวงตาและริมฝีปาก ที่ทำให้เขาตกหลุมรักคนตรงหน้านี้ซ้ำๆ

“สั่งอาหารกันเถอะ ..อะนี่เมนู”

ข้อนิ้วเรียวคีบเมนูเล่มบางส่งให้ในเวลาต่อมา แต่หลังเปิดไปมาอยู่ครู่ใหญ่เขาก็ไม่รู้จะเลือกสั่งอะไรอยู่ดี มือหนาพับปิดรายการอาหารนั้นลงไปอย่างเดิม เงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่อมยิ้มน้อยๆมองหน้าอยู่ก่อนแล้ว

“ฮยองสั่งให้หน่อยได้ไหม?”

ดวงตาคมเป็นประกายยามมองเห็นรอยยิ้มที่คุ่นเคยบิดออกช้าๆ ฮยองใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้มเล่นอยู่เพียงครู่หนึ่ง แล้วกวักมือเรียกพนักงานเพื่อสั่งอาหาร และในระหว่างที่รออาหารมาเสิร์ฟนั้น ซงมินโฮไม่ได้รู้สึกเก้ๆกังๆอย่างเมื่อครู่อีกแล้ว ซึงฮุนฮยองชวนเขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ จนทำให้คนเริ่มบทสนทนาไม่เป็นอย่างซงมินโฮ ไม่ต้องนั่งอึดอัดกับการคิดหาประโยคสนทนาดีๆ ทั้งยังพูดคุยโต้ตอบกันอย่างสนิทใจอีกด้วย

เริ่มตั้งแต่ดินฟ้าอากาศ

“วันนี้อากาศดีกว่าเมื่อวานเนอะ ไม่ร้อนมาก.. เมื่อวานนี่แทบจะใส่เสื้อกล้ามมาเรียนเลย”

หรือว่าเรื่องเรียน

“แล้วคณะมินโฮเรียนหนักมั้ยอะ งานต้องเยอะแน่ๆเลยใช่ไหม?”

ชื่อเล่นหรือฉายาที่เพื่อนๆมักจะใช้เรียก

“เบบี้ไลอ้อน ..ดูเท่แล้วก็น่ารักไปพร้อมๆกันเลย ของผมคือมิโนล่ะ แต่เพื่อนสนิทๆกันบางคนก็เรียกไมโนนะ”

ดารานักร้องที่ชอบ

“ถ้างั้นฮยองเคยดูเรื่องนั้นมั้ย ที่คุณคิมมินจองเล่นเป็นเด็กกำพร้า เค้าน่ารักมากเลย น่าสงสารด้วย ..ผมงี้น้ำตาไหลพรากตั้งแต่กลางเรื่องเลย”

สัตว์เลี้ยง

“แต่ว่าหมาน่ารักกว่าแมวนะฮยองคิดว่า ..เนี่ย ที่บ้านฮยองมีชิสุตัวนึง ดุ๊กดิ๊กแล้วก็ซนมากเลย”

งานอดิเรก

“โห! แรพได้ด้วยหรอ เท่จังเลยอะ วันหลังสอนกันบ้างสิ แล้วเดี๋ยวฮยองสอนเต้นให้เอาปะ ..แลกกันๆ”

ความชื่นชอบส่วนตัวที่คล้ายกัน

“อ่า ..งั้นฮยองซื้อสติกเกอร์โคเกปังอันใหม่ในไลน์หรือยัง? ผมส่งให้เอาไหม?”

หรือแม้แต่นิสัยและข้อมูลส่วนตัวบางอย่าง

“แล้วไอดีไลน์ของฮยองชื่อว่าอะไรอะ?”

ความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้นจากการพูดคุยทำความรู้จักกัน แน่นอนว่าเป็นผลที่มิโนก็คาดหวังพอสมควรจากการชวนฮยองมาทานข้าวด้วยกัน แต่ไม่ได้คาดคิดไปถึงขนาดว่าฮยองจะทำให้ความรู้สึกเป็นกันเองเพิ่มขึ้นอย่างพุ่งพรวดขนาดนี้ การนั่งทานข้าวด้วยกันเพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆทำให้เขาก้าวเข้าใกล้คนน่ารักคนนี้อีกสเต็ปหนึ่งอย่างที่ไม่ได้วางแผนมาก่อน เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้วสำหรับการพบกันครั้งที่สาม

“ถ้าวันนี้ฮยองไม่มีเรียนต่อแล้ว ..งั้นผมไปส่งที่บ้านเลยแล้วกันนะ”

ทั้งหมดนี้ก็ต้องขอบคุณไอเดียดีๆของอาจารย์ และความกล้าของเขาที่ทำให้สบโอกาสเหมาะ ชวนซึงฮุนฮยองมาทานข้าวกลางวันมื้อนี้จนได้ เพราะเพียงเท่านี้มันก็ทำให้เทศกาลตรุษจีนที่ไม่เคยมีอะไรน่าสนใจ มากไปกว่าการรอรับอั่งเปาจากผู้หลักผู้ใหญ่ กลับกลายเป็นวันพิเศษที่น่าจดจำขึ้นมาอีกวันหนึ่ง

เพราะอย่างนั้นวันนี้เขาจะยอมใจดีไม่แย่งซองแดงของดาน่าก็ได้

แค่ตรุษจีนปีนี้มีซึงฮุนฮยอง

มันก็ดีกว่าได้อั่งเปาพันเท่าเลยนี่นา



Continue Reading Next Chapter

About Us

Inkitt is the world’s first reader-powered book publisher, offering an online community for talented authors and book lovers. Write captivating stories, read enchanting novels, and we’ll publish the books you love the most based on crowd wisdom.