남자diary

attack on valentine

since 14.02.2015




กุหลาบ ช็อคโกแล็ต การ์ด สารภาพรัก
พวกนี้แหละองค์ประกอบที่ทำให้ไม่ชอบวาเลนไทน์

ท่าทางเอียงอาย บิดตัวไปมาตอนที่ยืดสองแขนออกจนสุดของเด็กสาวในยูนิฟอร์มชุดนักเรียนมัธยมปลาย เมื่อยามที่เธอทำใจกล้าไปสารภาพรักรุ่นพี่สุดป๊อปปูลาร์ในโรงเรียนเดียวกัน ในมือมีดอกกุหลาบสีชมพูถูกมัดรวมกันเป็นช่อสวย รวมทั้งกล่องช็อคโกแล็ตและการ์ดวาเลนไทน์ แน่นอนว่าทุกอย่างถูกทำด้วยมือของเธอเอง ทุกอย่างถูกเตรียมการด้วยความรักที่เธอมีต่อเขามานาน

แก้มขาวเนียนของเธอปรากฎรอยแดงจางๆจากความเขินอายอยู่ไม่น้อย ยิ่งเด็กหน่มรุ่นพี่เลิกคิ้วและพยายามจะมองใบหน้าสวยหวานนั้นให้ชัดเจนขึ้นเท่าไร เธอยิ่งก้มลงจนคางแทบจะชิดอก ซ่อนดวงหน้าแดงจัดเอาไว้หลังม่านผมสีดำยาวสลวย ริมฝีปากแดงบางถูกขบด้วยแนวฟันเรียงสวย ความประหม่าเพิ่มมากขึ้นทกวินาทีที่ผ่านไป ลมหายใจของเธอราวกับถูกเขาช่วงชิง

“เมื่อไหร่ไอ้พระเอกนี่มันจะรับรักสักทีอะดาน่า”

มิโนกลอกลูกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย เขารู้สึกว่าเขานั่งดูไอ้ฉากสารภาพรักนี่มานานเกินไปแล้ว จากที่โรแมนติกมันก็ดูเหมือนจะกลายเป็นน่ารำคาญไปแล้ว แต่น้องสาวของเขาดูจะไม่คิดแบบเดียวกัน ซงดาน่าเหล่มองพี่ชายด้วยหางตา

“คนไม่โรแมนติกแบบพี่นี่นะ ..เค้าต้องทิ้งช่วงให้นางเอกตื่นเต้นหน่อยสิ”

มิโนแบะปากแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่บนโซฟายิ่งกว่าเดิม อันที่จริงเขาไม่ได้แอนตี้ความรักโรแมนติกอะไรเสียหน่อย ความรักนั่นน่ะเขาเองก็มี แต่คิดว่ามันไม่ได้สวยหวานน่าหลงใหลแบบที่เด็กสาวอย่างดาน่าฝันหาแน่ๆ ไอ้รุ่นพี่หล่อๆนิสัยดีไม่สูบบุหรี่ไม่กินเหล้าอะไรนั่นก็มีแค่ในละครเท่านั้นแหละ

และเป็นละครที่น่าเบื่อเอามากๆเสียด้วยสิ ตอนแรกที่เขาเห็นดาน่าติดตามดูมันจนดึกดื่นก็คิดว่าจะน่าสนใจ จนเอาวันว่างวันเดียวในสัปดาห์นี้มานั่งจมอยู่กับน้องสาวคนสวย แต่กลับพบว่านอกจากความเพ้อฝันของเด็กสาวมัธยมแล้วก็กลับไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสักอย่าง มันทำให้เขาเบื่อแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะนอกจากอยู่กับดาน่าก็ไม่มีแพลนไปเที่ยวที่ไหนในวันวาเลนไทน์แบบนี้อีก

อีกอย่างก็คือไม่อยากออกไปข้างนอกในวันแบบนี้

มิโนทำหน้าไม่ถูกทุกครั้งที่เห็นคนยื่นดอกกุหลาบให้กัน ไม่เข้าใจว่าไอ้ดอกไม้สีขาวบ้าง แดงบ้าง ชมพูบ้าง ที่มีกลีบซ้อนๆกันมองแล้วคล้ายเขาวงกตนั่นจะสวยงามตรงไหน ไหนจะการ์ดหรือช็อคโกแล็ตแฮนด์เมดอีก คงจะดีอยู่ถ้าคนทำมันขึ้นมาจะมีฝีมือพอสมควร ลองคิดภาพการ์ดพร้อมข้อความบอกรักที่ดูเละเทะมากกว่าจะดูดี หรือช็อคโกแล็ตที่ดำไหม้จนไม่น่าชิมดูสิ

อา.. ของแบบนี้เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมจะต้องเอามาใช้บอกรักกันด้วย

แล้วยิ่งไปกว่านั้นคือมีแต่คนเดินกันเป็นคู่ๆ ถ้าหากว่าเขาออกไปแค่คนเดียวก็จะรู้สึกแปลกๆ ไม่ใช่ว่าอิจฉาหรือเหงาอะไรหรอกนะ แต่แค่มันจะดูเป็นคนประหลาดที่เดินคนเดียว ในขณะที่คนอื่นเขามีคู่กันหมดก็เท่านั้นเอง อารมณ์น่าจะคล้ายๆเด็กผู้ชายที่อายเกินกว่าจะไปงานพร็อมคนเดียว จนต้องไปชวนหรือจ้างผู้หญิงสักคนเข้าไปในงานด้วยล่ะมั้ง

ครั้นจะชวนดาน่า ..ไม่ต้องถามก็รู้เลยว่าคำตอบของน้องสาวคืออะไร ในเมื่อตาเรียวเอาแต่จับจ้องไปที่จอ และริมฝีปากเล็กๆนั่นก็เอาแต่ส่งเสียงหัวเราะคิกคักกับละครที่เธอกำลังติดพัน

มิโนถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสไลด์ดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดจะชวนจีฮุนออกไปเที่ยวเล่นกันก็ต้องพับเก็บความคิดนั้นไป เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเพื่อนสนิทรับจ๊อบที่ไม่ธรรมดาในวันไม่ธรรมดาอย่างนี้ ตอนแรกที่ได้ยินเขายังหัวเราะเสียงดังอยู่เลย เมื่อจีฮุนเล่าให้ฟังว่าจะรับจ้างบอกรักในวันวาเลนไทน์

“จีฮุนที่ไม่เคยมีแฟนเลยสักคนนี่นะจะรับจ้างบอกรัก?”

เขาพูดกลั้วหัวเราะไปแบบนั้นแล้วก็ไม่ได้คิดถึงมันอีก จนกระทั่งตอนนี้ที่เบื่อเต็มทีนี่แหละถึงได้มานั่งนึกถึงมันอีกครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเพื่อนสนิทตัวโตก็ชวนเขาไปทำด้วยกันด้วยซ้ำ แต่แน่นอนว่าเขาปฏิเสธอย่างหัวเด็ดตีนขาด เขาอ้างว่าใครจะไปคิดใช้บริการคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการบอกรักเป็นของตัวเอง ร้อยทั้งร้อยต้องล้มเหลวแน่ๆ

แต่จีฮุนก็รู้ดีพอๆกับมิโนว่าเขาไม่ทำเพราะอะไร

“ฉันก็ว่าแล้ว ..ก็คนอย่างซงมินโฮน่ะเกลียดวันวาเลนไทน์ยิ่งกว่ามดเสียอีก”



“โอเค ถ้างั้นอีกครึ่งชั่วโมงเจอกัน”

แต่สุดท้ายเขาก็กรอกเสียงตอบจีฮุนไปแบบนั้นหลังจากนอนกลิ้งไปกลิ้งมากว่าสองชั่วโมง ใกล้เวลาบ่ายคล้อยเข้าไปเต็มทีแต่เขายังไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยในวันนี้ และหากยังอยู่ในบ้านแบบนี้ต่อไปก็อุดอู้และน่าเบื่อเอามากๆ สุดท้ายจึงตัดสินใจออกไปหาเพื่อนสนิททันทีที่อีกฝ่ายโทร.มาหา

เอาน่า อย่างน้อยเขาก็มีจีฮุน

และภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงอย่างที่บอกจริงๆ ซงมินโฮก็มาปรากฎตัวต่อหน้าเพื่อนรัก ดูเหมือนว่าจีฮุนจะกำลังยุ่งอยู่กับงานของตัวเองไม่ใช่น้อย มิโนจึงรอให้เพื่อนตัวสูงจัดการกับเป้าหมายซึ่งเป็นหญิงสาวแก้มแดงที่บิดตัวไปมาไม่ต่างจากในละครที่ดาน่าดูเมื่อเช้าให้เรียบร้อยเสียก่อน

“เป็นไงวะ”

เขาเลิกคิ้วถาม ขณะที่จีฮุนหันกลับไปกล่าวขอบคุณและยิ้มให้สาวน้อยคนนั้น แล้วเดินกลับออกมาพร้อมกัน

“ก็ดี นี่เพิ่งเสร็จคนที่สิบเอ็ด สนุกดีนะ ..คนต่อไปนายลองดูไหมล่ะ”

จีฮุนพูดทีเล่นทีจริง ยิ้มจนตาปิดแล้วดึงกระดาษเอสี่ออกมาจากปึกกระดาษที่เหลืออยู่ไม่มากนัก หมายความว่างานพิเศษในวาระพิเศษแบบนี้ก็ใกล้จะจบลงแล้วเช่นกัน ทีแรกเขาก็ว่าจะปฏิเสธไปเพราะเหตุผลที่ยืนยันมาตลอด เขาไม่ชอบการบอกรักที่จำต้องมาเจาะจงเอาในวันเทศกาล ไม่ชอบเวลาที่ทำตัวไม่ถูกเมื่อมีหญิงสาวแสดงท่าทางเขินอายอยู่ต่อหน้า ไม่เห็นจะชอบอะไรสักอย่าง

“ไม่ล่ะ ..”

แต่พูดได้แค่นั้นมือขาวๆของเพื่อนสนิทก็แทบจะลอยมาโปะหน้า จีฮุนหยุดเขาไว้แล้วยื่นข้อเสนอที่เจ้าตัวคิดเอาเองว่าน่าสนใจมาให้

“ฉันรู้ว่านายไม่อยากบอกรักผู้หญิง นี่มีผู้ชายอยู่สี่คนมั้ง ..ใช่ๆ สี่คน เอาไปลองดูมะ เดี๋ยวเลี้ยงข้าวสามมื้อเลย”

มิโนทำหน้าแสดงอารมณ์ไม่ถูกใส่เพื่อนรัก จะให้บอกรักผู้หญิงเขายังไม่กล้า จะให้ไปบอกรักผู้ชายนี่ยิ่งแล้วใหญ่ จีฮุนคิดได้ยังไงว่าเอาข้าวสามมื้อมาล่อแล้วจะทำให้เขากล้าบ้าบิ่นขึ้นมาได้เนี่ย

“ไม่เอ..”

แต่พออ้าปากจะปฏิเสธเท่านั้น จีฮุนก็ทำหน้างอ และอีกไม่นานมันจะต้องงอแงแน่ๆ มิโนรู้จักเพื่อนสนิทดี ดีพอๆกับที่จีฮุนก็รู้ว่าถ้าหากจะขออะไรสักอย่างจากซงมินโฮจะต้องทำยังไง

“นะ.. ไม่งั้นฉันทำไม่ทันแน่เลยอะ นะ.. นะมิโนนะ..”

จีฮุนคว่ำปากแดงๆลงอย่างที่คิดเอาเองมาตลอดว่ามันน่ารัก

“นี่จะหมดแล้วไงล่ะ ทำไปแปปเดียวก็ทัน”

มือหนาจับปึกกระดาษที่คำนวณแล้วก็ดูคล้ายว่าจะมีอยู่ไม่มากนัก แล้วก็ต้องเบิกตาโตพร้อมกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อเห็นว่ามืออีกข้างของจีฮุนหยิบกระดาษแบบเดียวกันอีกไม่ต่ำกว่าสิบแผ่นขึ้นมาโชว์ให้ดู

“ยังมีนี่อีกอะ นะ.. ถ้าทำไม่ทันก็ต้องคืนเงินเขา ฉันอุตส่าห์หามาได้”

เมื่อเห็นสีหน้าที่ขาวซีดไม่ต่างจากกระดาษในมือทั้งสองข้างของเพื่อนสนิท มิโนก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง ใจอยากจะเตะมันสักทีที่ชอบทำอะไรจนเกินตัวแบบนี้ตลอด

“นี่ใช่มั้ยสาเหตุที่โทร.เรียกฉันออกมา”

ซงมินโฮส่ายหน้าวืดเมื่อเพื่อนซี้เอาแต่หัวเราะแหะๆและเกาท้ายทอยแก้เก้อ แต่ถึงอย่างนั้นจีฮุนก็ยังเดินหน้าขอร้องเขาต่ออย่างไม่คิดจะหยุด และนั่นก็ทำให้มิโนทำได้เพียงถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะรับปึกกระดาษในมือเพื่อนมาช่วยแบ่งเบา

เอาน่า ไหนๆก็ออกมาแล้ว..

ถึงจะต้องแลกกับการเข้าใกล้วาเลนไทน์ที่เขาไม่ชอบเท่าไรก็เถอะ



มิชชั่น คอมพลีท!

อันที่จริงมันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าเป้าหมายที่เขาเลือกมาทำส่วนใหญ่เป็นผู้ชายก็ได้มั้ง แต่ก็สนุกดีเป้าหมายคนแรกของเขาทำหน้าไม่ถูกเมื่อผู้ชายด้วยกันเดินเข้ามาบอกรักและปิดท้ายด้วยการแรปสดให้ มันทำให้มิโนเขินนิดหน่อย เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าควรทำยังไง แต่เมื่อได้ลองดูสักสามสี่คนแล้ว ก็พบว่ามันน่าสนุกดี โดยเฉพาะตอนที่ถ่ายรูปหน้าเหวอๆของคนพวกนั้นไว้ได้

มือหนาหยิบสลับกระดาษแผ่นแรกไปซ้อนไว้ด้านหลัง ต่อไปคือเป้าหมายรายสุดท้ายของเขา มิโนกวาดตามองคร่าวๆ เมื่อเห็นรูปภาพที่ถูกแปะเอาไว้ที่ส่วนบนของแผ่นกระดาษก็ต้องเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิมสองเท่า เขากวาดตาไล่อ่านข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วก็มั่นใจว่าไม่ผิดแน่

“อีซึงฮุน”

ใจเต้นแปลกๆ

หลังจากไปทานข้าวด้วยกันวันนั้นเขาก็ติดต่ออีกฝ่ายบ้าง ซึงฮุนฮยองเป็นคนอัธยาศัยดีพอสมควร พวกเขาคุยกันได้ถูกคอแต่ในช่วงหลังๆนี้เป็นมิโนเองที่ไม่ค่อยกล้าทักไป ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายเริ่มต่อบทสนทนาน้อยลง ด้วยสาเหตุว่าต้องทำงานหนัก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงที่ใกล้งานละครเวทีของคณะ

ดังนั้นนอกจากในคาบเรียนที่จะเจอกันได้อาทิตย์ละครั้ง มิโนก็ไม่มีโอกาสได้เจอรุ่นพี่คนน่ารักที่ไหนเลย ยิ่งถ้าจะเป็นการบังเอิญเจจอนั่นยิ่งแล้วใหญ่ เขาคิดว่าตัวเองคงไม่มีดวงทางด้านนี้มากนัก และในสองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ก็ดูเหมือนจะงานหนักอย่างที่อีกฝ่ายบอกไว้ เจ้าของรอยยิ้มน่ารักที่ติดอยู่ในความคิดเขาไม่ได้มาเรียนเลย

จะเห็นก็แต่เพื่อนในกลุ่มของซึงฮุนฮยองแค่คนเดียวที่มาคอยเก็บชีท คอยนั่งฟังเลคเชอร์อยู่เสมอ ซึ่งเขาเองเดาเอาว่าคงเป็นตัวแทนของกลุ่ม มิโนคิดแล้วก็ยักไหล่ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือไม่ดีก็ไม่รู้ที่เขาบังเอิญมาช่วยจีฮุนทำงานพิเศษแบบนี้ หมายความว่ามันก็ดีที่ได้เจอซึงฮุนฮยองอีกครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยดีนักที่เขาจะบอกรักเจ้าตัวในนามของใครก็ไม่รู้ แล้วถ้าเกิดว่าเป็นอีกคู่ที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาล่ะ..

อา.. คิดแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ

Hugeboy : ซึงฮุนฮยอง

ใช้เวลาตัดสินใจอยู่สักพักก๋อนจะทำใจกดเปิดโปรแกรมแชทสีเขียวขึ้นมาได้ นิ้วยางกดพิมพ์แล้วก็ลบอยู่หลายทีกว่าจะได้ข้อความสั้นๆ ที่ไม่ยาวไปกว่าชื่อเสียงเรียงนามของอีกฝ่าย

Bblion : ว่าไงมิโน
Bblion : ขอโทษนะช่วงนี้ไม่ค่อยว่างคุยด้วยเลย
Bblion : ทำละครเหนื่อยมากเลยอะ;-;

ใช้เวลาเพียงไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบกลับมา ใบหน้าคมเผยรอยยิ้มออกมาแล้วก็เงยหน้ามองซ้ายขวา เขายิ้มกว้างมากจนคนอื่นต้องหาว่าบ้าแน่ๆ แต่มันก็หุบยิ้มไม่ได้อยู่ดีนั่นล่ะ ซึงฮุนฮยองน่ารักมากจนแทบจะทนไม่ไหว

Hugeboy : นี่ฮยองอยู่ไหนอะ
Hugeboy : อยู่ในมหาวิทยาลัยหรือเปล่า
Hugeboy : หรือว่าเดทอยู่’-’

ริมฝีปากถูกขบอย่างแรงตอนที่รอคำตอบ รู้สึกคล้ายเวลาหนึ่งวินาทีจะถูกยืดให้ยาวออกไปไม่สิ้นสุด จะว่ากระวนกระวายก็ใช่ เขากังวลเกี่ยวกับคำตอบจนมวนท้องไปหมด

Bblion : ใช่ เดทอยู่._.

เพียงเท่านั้นหัวใจก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มิโนย่นจมูกและแทบจะปล่อยโทรศัพท์หลุดมือถ้าไม่ติดว่าเสียดายที่มันแพง ก่อนจะเลื่อนอ่านประโยคถัดไปที่อีกฝ่ายพิมพ์ตอบกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

Bblion : เนี่ย เดทกับฉากละครมาจะเดือนนึงละ ไม่เสร็จสักที
Bblion : 5555555555555

ในสภาวะนี้ใครไม่เป็นเขาก็คงไม่เข้าใจจริงๆ ซงมินโฮแทบตะโกนออกมาด้วยความโล่งใจ แต่เมื่อมองไปรอบๆบริเวณแล้วคิดว่าแค่ยิ้มกว้างๆจนเจ็บแก้มก็น่าจะพอ ก่อนที่เขาจะถูกด่าว่าบ้าเข้าจริงๆ

Hugeboy : โหพี่ เล่นซะตกใจเลย
Hugeboy : นี่ถ้าผมจะจีบพี่คือถอดใจไปแล้วมั้งเนี่ย
Bblion : 55555555555
Hugeboy : แล้วนี่อยู่ไหน คณะหรอ เดี๋ยวซื้อขนมไปฝากเอามั้ย?
Bblion : ว้า ถอดใจง่ายจัง
Bblion : แล้วนี่ไม่ได้จีบอยู่หรอกหรอ 55555
Bblion : ใช่ๆอยู่คณะ แต่ขนมมีเยอะมาก วาเลนไทน์มีแต่ช็อคโกแล็ตกับคุกกี้เต็มกองไปหมดเลยอะ
Bblion : ถ้าจะมาก็มามือเปล่าแล้วมาช่วยกันกินเถอะ
Hugeboy : โอเค งั้นเดี๋ยวอีกสิบนาทีผมไปหานะ ถึงแล้วจะโทร.หาครับ

บางบทสนทนาในประโยคก็ทำให้หัวใจเหมือนโดนกระชากออกจากอก

จริงๆนะ..



ในโถงคณะวารสารศาสตร์ที่มิโนเคยเดินผ่านแค่สองสามครั้ง มันไม่ได้มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่วาดภาพไว้เท่าไหร่ คงเป็นเพราะตอนนี้มีแต่ฉากและเศษไม้เต็มไปหมด ก็เลยทำให้ยิ่งดูแปลกตาออกไป กลุ่มคนประมาณเจ็ดถึงแปดคนกำลังทำงานของตัวเอง ทาสีบ้าง เลื่อยไม้บ้าง แต่บรรยากาศไม่ได้เงียบเหงา กลับกันคือดูครึกครื้นเฮฮา

หลังจากมาช่วยงานอยู่สักพักมิโนก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทุกคนให้ความรู้สึกเป็นกันเองและรับเขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวงสนทนา และเพราะบรรยากาศที่สนุกสนานเหล่านี้จึงเกือบทำให้เขาลืมไป ว่าสาเหตุที่ต้องดั้นด้นมาหาอีกคนถึงที่นั้นเป็นเพราะอะไร

“ซึงฮุนฮยอง”

ใบหน้าน่ารักเงยขึ้นมาหาพร้อมรอยยิ้ม

“มีคนฝากผมมาบอกรักฮยองล่ะ..เขาฝากนี่มา บอกให้ฮยองรักษาสุขภาพด้วย แล้วก็ยิ้มเยอะๆ เขาจะเป็นกำลังใจให้สำหรับละครเวทีที่กำลังจะมาถึง ประมาณนี้ล่ะ”

มิโนกวาดสายตาอ่านโพยกระดาษแผ่นเล็กๆในมือ เพื่อตรวจสอบว่าการทำงานไม่ได้บกพร่องตรงไหน แต่เสียงหัวเราะคิกคักที่ดังขึ้นก็ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นอกจากซึงฮุนฮยองแล้ว เพื่อนๆที่อยู่รอบบริเวณนั้นก็ต่างชี้ชวนกันให้มองมาที่ดอกกุหลาบสีชมพูในมือของเขากันใหญ่

“เอ้อ อยากให้ผมแรปให้ฟังไหม?”

และแน่นอนว่าไม่ว่าซึงฮุนฮยองจะต้องการหรือเปล่า เพื่อนๆชาวคณะก็ต่างเรียกร้องจะฟังแรปบอกรักกันอย่างเกรียวกราว สุดท้ายเขาจึงทำมันออกมา ถึงจะประหม่านิดหน่อยแต่ก็ไม่มีอะไรผิดพลาด เสียงเชียร์ทำให้เขามีกำลังใจและทำได้ดี แต่กว่าจะจบลงได้ก็ผ่านคำขออยากจะฟังอีกหลายต่อหลายครั้ง เหนื่อยเอาการแต่ก็มีความสุขดี

“เหนื่อยล่ะสิ”

เสียงใสเอ่ยถามพร้อมกับยื่นขวดน้ำให้ มิโนผงกหัวเป็นเชิงว่าขอบคุณแล้วรับมาดื่มด้วยความกระหาย

“นิดหน่อย แต่สนุกมาก ฮยองสนุกมั้ย?”

เมื่ออีกฝ่ายยิ้มให้จนตาปิด มิโนก็ถือว่าเขาประสบความสำเร็จด้วยดี

ซงมินโฮถือว่าตัวเองได้ทำหน้าที่ในการแสดงความรักในส่วนของใครคนหนึ่ง ให้อีซึงฮุนของเขาได้รับรู้แล้ว แต่สำหรับส่วนของเขาเองนั้น แม้ว่ามันจะไม่ได้คืบหน้ามากนัก แต่วันนี้ก็ได้ย้ำเตือนแล้วว่าเขาควรจะเดินหน้าให้มากกว่านี้ เร็วกว่านี้ ไม่อย่างนั้นใครสักคนที่ยังไม่กล้าเดินมาบอกรักซึงฮุนฮยองด้วยตัวเอง อาจจะกล้าขึ้นมาในสักวัน และจนถึงวันนั้นเขาเองอาจจะเป็นคนที่ต้องหลบอยู่ในมุมมืด และเสียดายที่ไม่ใช้โอกาสที่มี แสดงความรู้สึกของตัวเองออกไป

เมื่อวันที่รอยยิ้มนี้ไม่ได้ส่งมาเพื่อเขาอีกต่อไป
แบบนั้นคงรู้สึกแย่น่าดู ว่าไหมล่ะ ?

“..คิดอะไรอยู่หรอ?”

เสียงเล็กดังขึ้นขัดความคิดที่กำลังล่องลอย เรียกสติของเขาให้กลับมาอยู่ที่ปัจจุบันได้ชะงัด มิโนเหลือบตามองก็พบว่ากล่องใส่คุกกี้แฮนด์เมดที่เปิดฝารอเอาไว้แล้วกำลังลอยเด่นอยู่ตรงหน้า เมื่อดวงตาคมยังคงเอาแต่มอง มือขาวจึงเลื่อนมันเข้ามาใกล้ใบหน้าคมอีกนิด

“ชิมดิ เนี่ยชวนกินตั้งนานละ เอาแต่เหม่อ”

เขาหัวเราะแห้งๆตอบกลับไป หยิบมันขึ้นมาหนึ่งชิ้น และโชคดีที่คนทำคงจะมีฝีมือพอสมควร อย่างน้อยหน้าตาของขนมอบชนิดนี้ก็น่าทาน ไม่ได้ดูแปลกประหลาดอย่างที่เขาเคยหวาดกลัวไปเอง

“อยากกินอะไรอีกบอกได้นะ มีเยอะมากกกกกก ..พอดีสาวๆคณะเราชอบทำขนม แล้วในกองก็มีผู้ชายหล่อเยอะด้วย ฮ่าๆๆ ของกินเยอะเป็นพิเศษเลย ยิ่งกว่าดอกไม้อีกแน่ะ”

หลังจากกวาดตามองไปรอบๆก็เห็นจะเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ดอกกุหลาบหลากสีถูกกองรวมกันอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง คำนวณด้วยสายตาแล้วก็ไม่มากอย่างที่ซึงฮุนฮยองบอก ทั้งยังไม่ได้รับความสนใจจากคนในกองมากเท่ากับขนมนมเนยต่างๆ และที่น่าประทับใจเป็นพิเศษคือจากการชิมนั่นนิดนี่หน่อยไปจนทั่วแล้ว ซงมินโฮสามารถบอกได้ว่านอกจากปริมาณแล้ว คุณภาพก็ยังมากไม่แพ้กัน

“เสร็จแล้วฮยองจะไปไหนต่อหรือเปล่า?”

เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นขณะที่พวกเขาช่วยกันรวบรวมแปรงทาสีกับอุปกรณ์อื่นๆไปเก็บทางด้านหลังของห้อง มิโนยกข้อมือขึ้นมาดูก็พบว่าเลยเวลาพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เขายังพอจะมีหวังพารุ่นพี่คนนี้ไปส่งที่บ้านได้เป็นครั้งที่สอง

“ไม่อะ คงกลับเลย มิโนล่ะ?”

ซึงฮุนฮยองเอียงคอเป็นเชิงถามอย่างที่เขามองว่าน่ารักนัก

“กลับเลยก็ได้ครับ แต่เดี๋ยวไปส่งฮยองก่อน ..ได้มั้ย?”

เสียงหัวเราะร่วนใช้แทนคำตอบได้ดี



ระยะทางจากมหาวิทาลัยกลับบ้านซึงฮุนฮยองไม่ได้ไกลหรือใกล้มากไปกว่าคราวที่แล้ว ฝีเท้าสองคู่เดินเคียงไปด้วยกัน ซงมินโฮรู้สึกสบายใจดีที่เป็นแบบนี้ อีกฝ่ายดูเหมือนว่าจะไม่ปฏิเสธความรู้สึกดีๆที่มีให้ ถ้าหากเพียงแต่เขาจะพูดมันออกไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่แน่ใจนัก เขาอยากรอให้อะไรๆชัดเจนกว่านี้อีกสักหน่อย

เสียงหัวเราะสูงต่ำดังขึ้นเป็นระยะ ส่วนใหญ่คนที่โตกว่าทางวัยวุฒิจะเป็นคนพูด และเขารับฟังบ้าง หัวเราะตามไปกับมุกตลกบ้าง แต่ก็มีหลายครั้งที่มิโนจะเริ่มชวนคุยก่อน เขาพูดอะไรก็ตามที่อยากจะพูด และรอให้อีกฝ่ายแสดงความคิดเห็น บทสนทนาทำให้ระยะทางที่ทอดยาวกลับสั้นลง

หลังคาบ้านสีส้มอิฐทักทายสายตาเขาอยู่เพียงไม่ไกล อีกไม่กี่สิบก้าวต่างคนก็ต่างต้องแยกย้าย แต่นั่นไม่เป็นไรเลยเพราะเขาตั้งใจจะสานต่อบทสนทนาเหล่านี้ในโปรแกรมแชทอยู่แล้ว ซงมินโฮยิ้มในขณะที่สองเท้าหยุดยืนอยู่บริเวณไม่ไกลจากประตูบ้านของอีกฝ่ายมากนัก เขาขมวดหัวคิ้วเขาหากันเล็กน้อย เมื่อซึงฮุนฮยองทำท่าเหมือนหาอะไรในกระเป๋าสะพาย แต่ไม่ทันได้ถามออกไป

“อ่ะ ให้เป็นของขวัญวาเลนไทน์ ขอบใจมากด้วยนะที่มาช่วยงาน”

มือขาวที่โผล่พ้นเสื้อโค้ตสีเข้มยื่นกล่องอะไรบางอย่างขนาดเล็กมาให้

“หืม?”

ซงมินโฮได้แต่ครางรับด้วยความสงสัย เขารับมันมาอย่างงงๆ

“ช็อคโกแล็ตน่ะ ..เรากับพี่สาวช่วยกันทำเมื่อเช้านี้”

รุ่นพี่เกาท้ายทอยแก้เก้อ แต่มิโนทำได้เพียงกลั้นยิ้มจนปวดหน้าไปหมด

“ขอบคุณนะครับ..”

แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค คนตัวขาวก็ขัดขึ้นด้วยเสียงพึมพำไม่ดังนัก

“เปล่าๆ ไม่ได้ตั้งใจทำให้ คือ..ทำไว้แล้วลืมเอาออกมากินเฉยๆไง อืม..ก็เลยเอามาฝากให้ชิม ..”

ซงมินโฮมั่นใจว่าเขาเห็นริ้วแดงปรากฎบนใบหน้าของอีกฝ่าย แม้อีซึงฮุนจะพยายามซ่อนมันเอาไว้

“เออ ก็ลองชิมดู ถ้าอร่อย..”

“ถ้าอร่อย..?”

เสียงทุ้มเอ่ยทวนคำ

“ถ้าอร่อย เดือนหน้าก็ทำมาคืนดิ”

แค่นั้น ..แล้วมือเล็กก็ดันเขาให้หันหลังกลับไป

แต่ก็แค่นั้นแหละที่ทำให้ซงมินโฮยิ้มจนแก้มแทบแตกได้มาจนกระทั่งถึงบ้าน อารมณ์ดีจนน้องสาวและคุณแม่ประหลาดใจ และมากยิ่งไปกว่านั้นคือเขาคิดว่าคืนนี้ตัวเองคงฝันดีเป็นแน่

จริงๆแล้วเขาก็ไม่ค่อยชอบวาเลนไทน์เท่าไรนะ..

กุหลาบ ช็อคโกแล็ต การ์ด การสารภาพรัก
พวกนี้ยังคงเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ไม่ชอบมัน

แต่เพราะวาเลนไทน์ปีนี้มีอะไรดีๆที่ทำให้เขาหยุดยิ้มไม่ได้

จากนี้ไปก็จะชอบมันขึ้นมาอีกนิดแล้วกัน



Continue Reading Next Chapter

About Us

Inkitt is the world’s first reader-powered book publisher, offering an online community for talented authors and book lovers. Write captivating stories, read enchanting novels, and we’ll publish the books you love the most based on crowd wisdom.