남자diary

no matter if that's me

since 15.03.2015




ปกติวันไวท์เดย์ไม่เคยเป็นปัญหาแต่มันเริ่มจะกลายเป็นปัญหาเพราะครั้งนี้ไม่ปกติ

มินโฮหงุดหงิดใจมาหลายวันแล้ว จนตอนนี้เรื่องที่เป็นประเด็นก็ยังคงวนลูปอยู่ในหัว และเพราะมันยังไม่หายไป จึงได้สร้างความรำคาญใจให้กับเขาอีกอยู่เรื่อยๆ ถ้าแค่ระดับพอกระตุ้นความสนใจก็คงไม่เป็นปัญหามากนัก แต่เพราะยิ่งใกล้กำหนดเวลาเข้ามาทุกที เขาจึงร้อนรนและทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้อีก

เมื่อเกือบๆสี่อาทิตย์ก่อนเป็นวันวาเลนไทน์

เดาได้ใช่ไหมว่าเขากังวลใจเรื่องอะไร..

อืม ..พรุ่งนี้คือวันไวท์เดย์

เรื่องของเรื่องก็คือมันไม่ใช่วันไวท์เดย์ธรรมดาไง ..เมื่ออาทิตย์ที่แล้วตอนที่เขาเดินตระเวนถ่ายรูปแถวๆคณะเพื่อเอาไปทำงานส่งอาจารย์ เขาเห็นผู้ชายคู่หนึ่งเดินอยู่ห่างออกไปประมาณสามเมตรได้ ทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะเขาไม่ใช่คนประเภทอยากรู้เรื่องราวของชาวบ้านอะไรขนาดนั้น ยิ่งถ้าไม่ใช่คนรู้จักก็ยิ่งไม่น่ารู้เข้าไปใหญ่

แต่มันเริ่มจะน่าสนใจเพราะหนึ่งในสองคนนั้นดูเหมือนซึงฮุนฮยอง

มิโนยกกล้องขึ้นถ่ายภาพตอนที่คนในความสนใจกำลังหยอกล้อกันได้ทันพอดี นิ้วยาวรีบเร่งเท่ากับที่สมองสั่งการได้ เขาซูมดูให้แน่ใจว่าใช่ซึงฮุนฮยองจริงๆหรือเปล่า

“มิโน แอบถ่ายใครอะ?”

เสียงกระซิบจากด้านหลังทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว มือรีบกดปิดกล้องโดยอัตโนมัติ ในใจก็คิดว่าโชคดีที่อยู่ห่างกันมากพอที่คนถูกแอบถ่ายจะไม่รู้ตัว เขาหันไปมองก็ต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อพบว่าคนที่เข้ามาทักทายคือใคร

“จินอูฮยอง..”

“อื้อ เราเอง ทำไมหรอ?”

ดวงตากลมโตของอีกฝ่ายจ้องมายังใบหน้าของเขานิ่งอย่างมีเลศนัย จินอูฮยองอมยิ้มพลางเอียงคออย่างที่คิดว่ามันน่ารัก ซึ่งมันก็น่ารักนั่นล่ะถ้าเป็นสายตาของคนทั่วไป แต่สำหรับเขาแล้วต้องบอกว่าติดจะน่ากลัวอยู่หน่อยๆเสียมากกว่า

“คือ ..เปล่า ..ฮยองกลับมาเมื่อไหร่เนี่ย แล้วมาทำอะไรแถวนี้หรอ?”

จินอูฮยองส่ายหน้าไปมาช้าๆและยิ้มกวนๆ แต่ไม่ยอมตอบคำถามของเขา นั่นทำให้มิโนอยากกัดลิ้นตัวเองตายนัก นอกจากใจไม่กล้าพอจะบอกซึงฮุนฮยองไปตรงๆว่าชอบ จนดูเหมือนจะมีใครมางาบไปได้แล้ว จินอูฮยองซึ่งถูกส่งตัวไปคุมรีสอร์ทที่อิมจาโด ก็ยังโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ก่อนกำหนดอย่างที่เขาไม่ทันไม่คาดคิดเสียอีก

ดวงของเขาคงถูกราหูอมเป็นแน่

อันที่จริงจินอูฮยองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีอะไรนัก แค่เจ้าเล่ห์ รู้ทันคนจนน่ากลัวโดยเฉพาะคนแบบเขา ทั้งๆที่หน้าตาดูไม่ได้เข้ากับลักษณะนิสัยแบบนั้นเลยแม้แต่สักนิด แล้วก็ที่สำคัญจินอูฮยองเป็นพี่ชายแท้ๆของคิมจินฮวาน เพื่อนสนิทของไอ้จีวอนเด็กข้างบ้านซึ่งเขาเคยจีบ ..และไม่ติด

สำหรับคนอื่นอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไรนัก แต่เขาชอบจินฮวานมานานพอสมควรก่อนที่จะสนใจซึงฮุนฮยอง จินฮวานเป็นเด็กน่ารักน่าทะนุถนอมซึ่งแตกต่างจากพี่ชายแท้ๆมาก เรียกได้ว่าคนละขั้ว แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเห็นจินอูฮยองก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย เพราะมันจะพาลให้คิดถึงจินฮวานอยู่ตลอด

และนั่นแหละ ทำให้กลายเป็นว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาต้องมานั่งคิดว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี เพราะจินอูฮยองก็เอาแต่โผล่หน้ามาเยี่ยมเยียนเสมอทั้งที่ไม่มีธุระอะไรจะต้องพบกัน แค่มาอยู่เฉยๆด้วยกันในแทบจะทุกที่ที่เขาไป บอกตรงๆไปกี่ครั้งกี่หนก็ไม่เคยคิดจะฟังกันบ้าง และที่ร้ายไปกว่านั้นคือไม่ปล่อยให้เขาได้มีเวลาคิดว่าจะจัดการกับเรื่องซึงฮุนฮยองยังไงต่อไป

คนน้องทำรักของเขาพังไปครั้งหนึ่งแล้ว เขาจะไม่ยอมให้คนพี่มาทำมันพังเป็นครั้งที่สองหรอกนะ

มิโนกลับมาปวดหัวหนักก็ตอนที่สำนึกได้ว่ายังไม่มีแพลนทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จีฮุนเพื่อนคนเดียวที่ไว้ใจจะเล่าเรื่องซึงฮุนฮยองให้ฟังได้ก็เอาแต่เสี้ยม ว่าเขาจะต้องเสียซึงฮุนฮยองให้ไอ้หน้าจืดที่ไหนก็ไม่รู้แน่ๆ เพราะเพื่อนของจีฮุนก็กำลังตามสืบข่าวเรื่องซึงฮุนฮยองให้อย่างใกล้ชิด และพบว่ามีคนกำลังตามจีบเป้าหมายของเขาอยู่จริง นั่นก็เลยยิ่งทำให้มิโนหงุดหงิดงุ่นง่านเข้าไปอีก

“วันไวท์เดย์เธออยากให้ผู้ชายทำอะไรให้?”

เขาถามดาน่าออกไปแบบนั้นตอนที่น้องสาวกำลังพักสายตาจากหนังสือนิยายเล่มหนา ดาน่าหลิ่วตาใส่ราวกับว่าเขาถามอะไรไร้สาระมากๆ แต่น้องสาวก็ยังใจดีตอบออกมาให้ชื่นใจ

“ดินเนอร์หรูๆมั้ง? ดอกไม้? จิบไวน์ใต้แสงเทียน?”

ได้ฟังความคิดของน้องสาวแล้วก็อ้าปากค้างไปครู่หนึ่ง

ไม่แน่ใจว่าตัวเขาเองที่ผิดเพราะเลือกถามคำถามประเภทนี้กับเด็กผู้หญิงวัยแรกรุ่น หรือว่าเป็นดาน่าเองที่มีความคิดทำนองนี้มากเกินไป

ชั่ววินาทีนั้นเขายังยืนยันว่ารักดาน่ามากไม่ต่างจากที่ผ่านมาทั้งชีวิต แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่าเขาอยากจะพาน้องสาวไปทำกิจกรรมอะไรสักอย่างร่วมกันเพื่อลดความเพ้อฝันลงบ้าง ดาน่าดูจะเป็นเด็กสาวซึ่งเอาแต่วาดหวังอะไรที่มีอยู่แค่ในนิทานจนมากเกินไป สัญญาว่าหลังจัดการเรื่องซึงฮุนฮยองเขาจะสอนน้องเล่นสเก็ตบอร์ด หรือไม่ก็อาจจะพาไปแรปพร้อมๆกับกอนฮีเสียเลย

อย่างน้อยเขาก็สาบานว่าจะไม่มีทางทำอะไรอย่างที่ดาน่าเพิ่งเสนอมาเป็นแน่



สิบสี่มีนาคม,

มิโนผิวปากหวือขณะติดกระดุมเชิ้ตเม็ดบนสุด ริมฝีปากถูกขบแรงๆอยู่หลายวินาทีก่อนจะแกะกระดุมเม็ดดังกล่าวออกอีกครั้ง แต่ในวินาทีต่อมาก็ถูกติดกลับเข้าไปใหม่ มิโนยกมือขึ้นเกาหัวไม่ใช่เพราะคัน แต่กำลังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะแต่งตัวยังไงดี

ไม่ใช่แค่เรื่องกระดุม ..ก่อนหน้านี้เขามีปัญหากับการเลือกเสื้อผ้าและกลิ่นน้ำหอมอยู่กว่าสองชั่วโมง มิโนแทบจะลงไปนอนดิ้นพราดๆกับพื้นห้อง ถ้าไม่ติดว่าเศษกระดาษชานอ้อยที่ตัดไว้ทำโมเดลเมื่อคืนยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด ความหงุดหงิดงุ่นง่านฉายผ่านแววตาภายใต้กรอบแว่นทรงกลมสีดำสนิทจนเห็นได้ชัด

แม้ว่าเมื่อคืนจะเตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้วเรียบร้อยก็เถอะ แต่พอตื่นมาก็กลับไม่มั่นใจอีกครั้งว่าสิ่งที่เลือกเอาไว้มันดีที่สุดจริงๆ มิโนถอนหายใจไปหลายสิบรอบและยังไม่สามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอันสักที

สุดท้ายเมื่อตัดสินใจไม่ได้ก็ต้องพึ่งตัวช่วยเดียวที่มี..

“พี่ เชื่อฉันสิ ..ฉันมีเซ้นส์ที่สุดแล้วน่า”

ซงดาน่าชี้ไม้เบสบอลในมือมาตรงหน้าเมื่อมิโนยังดูเหมือนจะลังเลอะไรสักอย่างอยู่อีก เขาเลิกคิ้วมองน้องสาวอย่างไม่มั่นใจนัก แต่เมื่อมองตามนิ้วเรียวที่ชี้ไปยังนาฬิกาติดผนังก็ต้องยอมตาม ถ้าไม่รีบออกไปตอนนี้จะต้องสายแน่ๆ และแน่นอนว่าในเดทแรกอย่างเป็นทางการ ถ้าเขาไม่โง่เกินไปก็ต้องรู้ว่าการมาสายเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ควรทำมากที่สุด ดังนั้นเชิ้ตสีอ่อนและกางเกงยืนจึงถูกหยิบมาใส่ สวมทับด้วยเสื้อนอกสีดำ และรองเท้าผ้าใบคู่เก่งก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกเลือกเช่นกัน

“หวัดดีครับฮยอง”

ร่างสูงโปร่งสาวเท้าก้าวยาวๆเข้าไปหาคนอายุมากกว่าอย่างรีบเร่ง เขาไม่ได้สายแต่ก็ฉิวเฉียดทันเวลาพอดีทั้งที่ตั้งใจจะเผื่อเวลาเอาไว้อีกนิด แต่เพราะมัวเลือกเสื้อผ้านานเกินไป ก็เลยออกมาไม่ทันรถประจำทางและจำต้องเดินกึ่งวิ่งมาที่จุดนัดหมายแทน ซึ่งกินเวลาและเปลืองแรงไม่ใช่น้อยๆเลย

“อ้าว มาแล้วหรอ ไม่ต้องรีบๆ พักก่อนมั้ย?”

เสียงใสที่คุ้นเคยเอ่ยถามขึ้น ซึงฮุนฮยองกดโทรศัพท์มือถืออีกสองสามทีแล้วก็เก็บมันลงไปในกระเป๋ากางเกงยืนสีซีด มือขาวปัดไปตามเสื้อเชิ้ตสีขาวอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมอง มิโนยิ้มรับพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ หวังว่าจะทำให้อาการเหนื่อยหอบจากการเดินทางไกลด้วยเท้านั้นลดลงบ้าง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเท่าไร คนตัวขาวจึงหยิบกระดาษทิชชู่ส่งให้

“ขอบคุณครับ”

เอ่ยคำขอบคุณพร้อมเสียงหัวเราะแห้งๆออกไปแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก ปกติก็ไม่ใช่คนชวนคุยเก่งอยู่แล้ว และยิ่งในวันที่เขาถือเป็นวันสำคัญอย่างเดทแรกแบบนี้ จะทำอะไรก็ดูจะต้องใช้เวลาไตร่ตรองมากขึ้นหลายเท่า ทำให้ดูเชื่องช้าอืดอาดจนน่ารำคาญไปเสียหมด

แต่เขาจะพยายามไม่ทำลายกำลังใจตัวเองด้วยความท้อถอยพวกนั้นแล้วกัน

“แล้ววันนี้ชวนออกมามีอะไรหรอ?”

รอยยิ้มเจิดจ้าถูกส่งมาให้อย่างเช่นทุกครั้งที่พบกัน ฮยองของเขาน่ารักเสมอ แต่นาทีนี้มิโนต้องต่อสู้กับความน่ารักนั้นและทำตามแผนการที่อุตส่าห์(ให้ดาน่า)วางไว้ให้ได้ เพราะถ้าไม่ใช่วันนี้ โอกาสของเขาที่จะได้แสดงความรู้สึกดีๆให้อีกฝ่ายรู้ก็คงน้อยลงทุกที หรือเผลอๆก็อาจจะไม่มีอีกแล้วก็ได้ ดังนั้นวันนี้เขาต้องควบคุมจิตใจให้ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าทั้งปวง

“อืม ..ไม่มีอะไรมากหรอก ก็เห็นฮยองทำละครจบแล้ว เลยอยากชวนไปทานข้าว แล้วก็ไปเดินเล่น คุยกัน..”

ทว่ายังคิดหาคำพูดมาอธิบายไม่จบดีก็ถูกขัดจังหวะด้วยประโยคคำถามกลั้วหัวเราะเสียก่อน ซึงฮุนฮยองหยอกเขาด้วยท่าทางตลกๆแบบที่ชอบทำ

“อ๋อ คือจะหาเพื่อนออกมาเที่ยวเล่นอะนะ?”

แต่ผิดจากปกติก็แค่คำตอบที่ถูกส่งกลับไปพร้อมรอยยิ้มที่จุดขึ้นน้อยๆบนมุมปากเท่านั้น

“ถ้าฮยองไม่รังเกียจ ..จริงๆ ก็ว่าจะชวนไปเดท”



ขึ้นชื่อว่าซงมินโฮ การเดทของเขาก็ต้องเป็นมิโนสไตล์

มันควรจะเป็นมิโนสไตล์ตามที่วางแผนมาอย่างการพาซึงฮุนฮยองไปเดินเล่นในอาร์ตแกลลอรี่สักพัก พอหิวก็พาเข้าร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกลนักซึ่งได้จองเอาไว้แล้วเรียบร้อยก่อนหน้านี้ รวมทั้งการตระเตรียมเพื่อเซอร์ไพรส์อีกฝ่ายให้เป็นไวท์เดย์ที่ประทับใจจนลืมไม่ลง และอาจจะทานของหวานกันอีกสักนิดถ้ากะเพาะยังรับไหว แล้วก็นั่งรถไปส่งฮยองถึงบ้าน

แผนการของเขาถูกเตรียมมาแล้วอย่างดีและรอบคอบมาก ถ้าหากวันนี้อากาศจะเป็นใจ ท้องฟ้าแจ่มใสและไม่มีความแปรปรวนใดๆก็เกิดขึ้นกับธรรมชาติ ..ซึ่งมันมี เขาไม่ได้เช็คมาก่อนเพราะประมาท แต่ก็จำได้ว่าข่าวพยากรณ์อากาศที่ดูผ่านๆเมื่อคืนไม่ได้บอกเอาไว้นี่นาว่าพายุจะเข้า

ทว่าแทบจะทันทีหลังจากที่พวกเขาก้าวเข้าไปในศูนย์จัดแสดงภาพศิลปะรวมถึงงานประติมากรรม ซงมินโฮก็แทบจะร้องไห้เมื่อฝนห่าใหญ่เทตัวลงมาจนมองแทบไม่เห็นทาง นี่ยังนับว่าโชคดีอยู่มากที่พวกเขาเข้ามาด้านในแล้ว จึงไม่มีปัญหาเนื้อตัวเปียกปอนให้ต้องกังวล

แต่สิ่งที่มิโนกลัวคือดูท่าว่าฝนจะไม่หยุดลงง่ายๆ และแพลนอื่นๆของเขาหลังจากนี้จะต้องถูกพับเก็บใส่กระเป๋าโดยปริยาย รวมถึงร้านอาหารที่เป็นไคลแมกซ์ของวันนี้ก็ด้วย ลำพังไอ้เงินมัดจำที่จองเอาไว้คงไม่เป็นไรมาก แต่เพราะเขาตั้งใจเต็มที่ที่จะขอให้อีกฝ่ายลองพิจารณาถึงเรื่องการเลื่อนสถานะ จากเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือรุ่นพี่กับรุ่นน้องไปเป็นอะไรที่มากกว่านั้น

เพราะแบบนั้นตอนนี้ก็ต้องเลยตามเลย คิดอะไรได้ก็ทำเลยแล้วกัน

“คิดอะไรอยู่?”

อีซึงฮุนรั้งแขนเสื้อของเขาเอาไว้พลางเอ่ยประโยคคำถามขึ้น ทำให้มิโนหลุดออกจากภวังค์ของการเถียงกับตัวเอง และกลับมาสนใจคนที่เดินอยู่ข้างๆกัน

“เปล่า ..ไปดูตรงนั้นกันไหม มันมีนิทรรศการจัดโชว์อยู่ น่าสนใจนะ”

เขาปฏิเสธและพยายามจะเปลี่ยนเรื่อง พาอีกฝ่ายเดินไปยังบริเวณส่วนที่ใช้จัดนิทรรศการเป็นประจำ ซึงฮุนฮยองลอบมองเขาด้วยแววตาพราวระยับกว่าปกติเล็กน้อย นั่นคือสิ่งที่มิโนสังเกตได้จากหางตาก่อนที่คำถามจากคนขี้สงสัยจะถูกส่งมาอีกครั้ง

“ปกติมาบ่อยหรอ ทำไมเชี่ยวชาญจัง?”

ใบหน้าคมจุดรอยยิ้มขึ้นบางๆ แล้วพยักหน้าตอบรับ เป็นเพราะสาขาที่เรียนค่อนข้างเกี่ยวข้องกับศิลปะหลายแขนง และความสนใจส่วนตัวของเขาก็เป็นไปในทางนั้นอยู่แล้วด้วย ดังนั้นมิโนจึงมักจะแวะมาที่นี่เสมอเมื่อมีเวลาว่าง หรือแม้แต่ในเวลาที่เบื่อๆ คิดงานไม่ออก ที่นี่เป็นเสมือนแหล่งสร้างแรงบันดาลใจสำหรับเขา

“อื้อ บ่อยเลยแหละ แล้วฮยองเคยมามั้ย?”

หัวกลมสั่นดิกจนผมเส้นเล็กปลิวกระจาย และมิโนยอมรับว่ามันดูน่ารักมากในสายตาเขา

“เคยแต่เดินผ่านอะ เพิ่งรู้ว่ามันน่าสนใจขนาดนี้ ขอบคุณนะที่พามา”

มิโนได้แต่กลั้นยิ้มจนปวดแก้มเมื่อได้ยินแบบนั้น ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเขาได้เลย หลังจากที่แผนการวันนี้พังไม่เป็นท่าลงไปแล้ว แต่เพราะว่าฮยองดูเหมือนจะชอบสถานที่ที่เขาเองก็ชอบและตั้งใจพามา ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ก็เลยถือว่าไม่ย่ำแย่นัก

“ถ้าวันหลังอยากมาก็บอกนะ เดี๋ยวจะพามาอีก”

และเขาจะถือว่าเสียงครางฮือในลำคอของอีกฝ่ายเป็นคำตอบรับ

การชี้ชวนดูภาพวาดสีน้ำจนทั่วบริเวณทำให้เขาเหนื่อยกว่าปกติมาก เพราะทุกครั้งที่มา มิโนไม่ได้ตื่นเต้นกับงานศิลปะเหล่านี้สักเท่าไร อาจจะเพราะมาบ่อยจนชินแล้วก็เป็นได้ เขาจึงมักจะทำแค่เดินดูไปเรื่อยๆ หยุดพักบ้าง วิเคราะห์อะไรต่างๆนานาเกี่ยวกับภาพที่เห็นบ้างไปเรื่อยเปื่อย

แต่เพราะครั้งนี้เขาไม่ได้มาคนเดียว มีใครอีกคนที่ดูเหมือนจะกระตือรือร้นจนผิดไปจากปกติ ซึงฮุนฮยองไม่ได้เอาแต่อมยิ้มหรือเดินดูนิ่งๆอย่างที่เขาคาดการณ์เอาไว้ แต่เป็นอากัปกิริยาที่เรียกได้ว่าลากเขาไปทางนู้นทีทางนี้ที ความสนใจใคร่รู้มากเป็นพิเศษก็ทำให้เขารู้สึกดี แต่ไม่ปฏิเสธหรอกว่าเป็นความน่ารักที่รับมือยากอยู่เหมือนกัน แล้วประกอบกับว่าช่วงนี้มีหลายนิทรรศการจัดขึ้นมาชนกัน ก็ยิ่งทำให้งานศิลป์ละลานตาจนเลือกดูไม่ถูก

สุดท้ายพวกเขาก็จบลงที่ม้านั่งที่ทางอาร์ตแกลลอรี่จัดเอาไว้ให้นั่งพัก

“เมื่อยเหมือนกันนะเนี่ย”

เสียงใสเอ่ยพลางยกมือขึ้นมาพัดลมเข้าใส่ตัวเองด้วยคาดว่าจะช่วยให้เม็ดเหงื่อหายไปได้ มือขาวอีกข้างนวดขาตัวเองเบาๆเพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อยล้าจริงๆ

“ฮยองเล่นกระโดดไปกระโดดมาแบบนี้จะไม่เมื่อยได้ไงล่ะ พักก่อนก็แล้วกัน”

แกล้งทำเสียงเหมือนจะดุเอานิดหน่อย แต่คนที่อาวุโสกว่าก็ไม่ได้มีท่าทางเกรงกลัว กลับหัวเราะร่าให้กับแววตาเอ็นดูที่เขาเผลอใช้จ้องมองไปยังใบหน้าน่ารักอย่างไม่ตั้งใจ

“อือ พักแล้วไปกินข้าวมั้ยอะ เห็นข้างล่างเหมือนมีคาเฟ่อยู่ เริ่มจะหิวละเนี่ย..”

ไม่ทันที่นิ้วเรียวจะชี้ลงไปทางบันไดวน มิโนก็พยักหน้าตอบรับความต้องการของอีกฝ่าย เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นหลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ เพราะซึงฮุนฮยองเริ่มมองเขาตาละห้อยพร้อมกับลูบท้องป้อยๆเป็นสัญญาณว่าเริ่มจะหิวอย่างที่พูด

ไม่ต้องบอกก็รู้ใช่ไหมว่ามันทำให้หัวใจเขาเต้นแรง



ดูเหมือนว่าโชคจะเข้าข้างเขาอีกครั้ง

มิโนเหลือบตามองข้อความบนกระดานอันไม่ใหญ่โตนักที่วางอยู่หน้าร้าน เขากวาดสายตาอ่านมันเพียงแวบเดียวก่อนจะรีบตามซึงฮุนฮยองซึ่งหิวจัดเข้าไปด้านใน ดวงตาเรียวรีเริ่มเป็นประกายขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นเมนูอาหารที่หลากหลายและดูน่าทาน ทันทีที่จับจองที่นั่งได้คนตัวขาวก็ใจจดใจจ่อกับการสั่งอาหารจนแทบจะไม่สนใจสิ่งอื่นอีก

มิโนเองก็หิวไม่แพ้กัน แต่เขามีสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น

“ฮยอง เดี๋ยวผมมานะ”

อีซึงฮุนพยักหน้าและพลิกเมนูอาหารไปมา เพื่อดูว่าจะสั่งอะไรมาทานเพิ่มอีกดี แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยข้อความหยอกล้อและกลั้วด้วยเสียงหัวเราะร่วนเหมือนเช่นเคย

“อื้อ รีบไปรีบมาล่ะ มาช้าจะกินก่อน ไม่รอนะ”

ซงมินโฮยิ้มกว้างให้ก่อนจะลุกเดินวนออกไปทางที่เป็นห้องน้ำ แต่เมื่อลอบมองกลับไปที่โต๊ะแล้วพบว่าซึงฮุนฮยองไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองรอบกายสักเท่าไร จึงเลี้ยวไปยังบริเวณที่เป็นเคาน์เตอร์ยาวสำหรับติดต่อพนักงานของร้าน เขาชี้แจงความต้องการอยู่เพียงครู่เดียว พนักงานคนดังกล่าวก็ดูจะเข้าใจและขอตัวไปแจ้งให้หัวหน้าทราบ

มิโนอมยิ้มและเคาะนิ้วกับตู้กระจกเบาๆด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึก

จากนั้นไม่นานพนักงานคนเดิมก็เดินกลับมาและผายมือเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปด้านในครัว ซงมินโฮไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เขาเร่งฝีเท้าหายเข้าไปภายในบริเวณครัวของร้านในทันที

“รอนานมั้ย?”

ภายในเวลาไม่เกินยี่สิบนาทีเขาก็กลับมายังโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหารจำนวนมาก ซึงฮุนฮยองอูดปากใส่แทนคำตอบ นั่นทำให้มิโนหลุดเสียงหัวเราะออกมา แน่ล่ะว่ามันน่ารักถึงแม้อีกฝายจะไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้นก็ตามที

“โคตรนาน หิวแบบกินควายได้อะ”

เอาเถอะ ถึงแม้คำตอบที่ออกมาจะดูห่ามๆ ไม่ได้เรียบร้อยอย่างที่ใครจะคาดหวังให้เป็น แต่ในสายตาของเขาแล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรก็เลี่ยงไม่พ้นคำว่าน่ารักอยู่แล้วนี่นะ

“ขอโทษนะ งั้นกินเลยดีกว่า”

เขาผงกหัวขอโทษคนอายุมากกว่าสองสามทีจนอีกฝ่ายปัดมือไปมาเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร จากนั้นมื้ออาหารที่แท้จริงจึงเริ่มต้นขึ้น มันไม่ได้ต่างจากครั้งแรกที่ร่วมโต๊ะอาหารกันมากนัก ต่างฝ่ายต่างหยิบยกประเด็นมากมายขึ้นมาพูดคุยโต้ตอบกัน เพียงแต่คราวนี้มิโนเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนามากขึ้นกว่าเดิมอีกนิด เพราะความสนิทสนมที่เพิ่มมากขึ้นกว่าคราวแรกอยู่พอสมควร

ไม่แน่ใจว่านับรวมเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากมื้ออาหารครั้งแรกได้หรือเปล่า แต่มิโนรู้สึกถึงความเป็นกันเองมากขึ้น เขาตักอาหารหลายอย่างให้ซึงฮุนฮยองจนอีกฝ่ายต้องบอกให้หยุด ไม่รู้สิ..มิโนไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นช่วงโปรโมชั่นหรืออะไรแบบนั้นเลย เขาแค่ชอบดูอีกฝ่ายมีความสุขกับมื้ออาหาร ท่าทางของอีซึงฮุนเวลาเคี้ยวหยุบหยับมันน่ารักออกจะตายไป

เขามีความสุขเวลาได้เห็นมัน
และเขาก็แค่อยากจะเห็นมันต่อไปเรื่อยๆก็เท่านั้น

“อิ่มแล้วหรอ?”

เสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นเมื่ออีกฝ่ายรวบช้อนส้อมเข้าหากัน ซึงฮุนฮยองยิ้มแป้นก่อนจะพยักหน้าซ้ำๆ แก้มกลมๆดันดวงตาเรียวให้ยิบหยีขึ้นไปอีกตอนที่ริมฝีปากสีอ่อนยกยิ้มอย่างพึงพอใจ

“อื้อ อร่อยมากเลยล่ะ”

“ของหวานมั้ย?”

เขาเอ่ยถามออกไปพลางเลิกคิ้วขึ้นสูงกว่าปกตินิดหน่อย รอคำตอบจากคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันด้วยความตื่นเต้น ซึ่งมันตลกดีที่เขาต้องมาตื่นเต้นกับความอยากทานของหวานของใครสักคน แต่ก็เพราะมันเป็นสิ่งสำคัญนั่นล่ะ มิโนถึงได้ใจจดใจจ่อมากเป็นพิเศษ

“ยังไหวนะ มิโนเอามั้ยล่ะ ถ้าไหวก็สั่งเลย”

เมื่อคำตอบรับเป็นดังนั้น เขาจึงกวักมือเรียกพนักงาน

“ไม่ต้องสั่งหรอ?”

เสียงใสเอ่ยถามพร้อมแววงุนงงที่ฉายผ่านดวงตาเรียว มิโนส่ายหน้าแล้วยิ้มกว้างส่งให้อีกฝ่าย เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมกับเค้กก้อนเล็กที่วางอยู่ตรงหน้าอีซึงฮุน เพราะไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงดี แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่คลายความใคร่รู้ออกไปง่ายๆถ้าเขาไม่เฉลย

“คือ..”

ริมฝีปากสีสดพยายามจะบรรยายที่มาของขนมหวานสีน้ำตาลไหม้

“คือ..”

แต่ดูเหมือนจะคิดอยู่นานเกินไป อีกฝ่ายจึงทวนคำย้ำกลับมาพร้อมเลิกคิ้วขึ้นสูง

“ช็อคโกแล็ต ..เค้กช็อคโกแล็ต”

ดวงตาเรียวรีมองไปยังเค้กช็อคโกแล็ตที่ร่างสูงโปร่งพูดถึง แล้วพยักหน้ารับรู้ แต่แววตาที่ดูฉงนสงสัยก็ไม่หายไป และยังคงรอให้เขาพูดอะไรมากกว่านี้อีกหน่อย

“ช็อคโกแล็ตเดือนที่แล้วอร่อย ..มาก ก็เลยทำมาให้ตามสัญญา”

ซึงฮุนฮยองเบิกตากว้างขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเมื่อได้ยินแบบนั้น ริ้วสีแดงจางๆปรากฎบนใบหน้าน่ารัก จนทำให้มิโนลืมสิ่งที่จะพูดต่อจากนั้นไปพักหนึ่ง จนอีกฝ่ายอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง เขาจึงตระหนักได้ว่าสิ่งสุดท้ายที่ยังค้างคาคืออะไร

“คืองี้ ฮยองก็น่าจะรู้ว่าผมชอบ..ฮยอง..”

ริมฝีปากบางเฉียบหุบฉับลงในวินาทีเดียวกัน ส่วนริ้วสีจางบนแก้มนวลนั้นดูชัดเจนขึ้น หรือสายตาของเขาแย่ลงเพราะไม่ใส่แว่นก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่าไม่น่าจะเกิดจากสาเหตุหลัง

“ก็.. อา จะพูดยังไงดีล่ะ”

อีซึงฮุนเม้มปากแน่น อาจจะขบมันเล็กน้อยก็ได้ถ้าเขาไม่ได้มองผิดไป แต่มิโนกำลังเดินมาจนสุดทางแล้ว ขาดแค่ประโยคที่สำคัญที่สุดประโยคนั้น และเขาจะไม่พลาดมันแน่ๆ แค่ขอเวลาหายใจอีกนิดเดียว

“ฮยอง..”

อีกแค่นิดเดียว

“ลองคบกันดูมั้ย?”

เมื่อสิ้นประโยคที่ไม่มีคำนามแม้สักคำ ไม่ใช่แค่อีซึงฮุนที่หน้าแดงจัดจนต้องพยายามซ่อนมันด้วยการก้มหน้าต่ำ แต่ตัวคนพูดเองก็ไม่ต่างกัน มิโนรู้สึกว่าอุณหภูมิรอบตัวเขามันน่าจะถูกเร่งสูงขึ้นโดยอะไรบางอย่างที่ควบคุมไม่ได้ แต่ที่สูงที่สุดน่าจะเป็นใบหน้าคมที่รู้สึกร้อนราวกับถูกกะทะนาบ

และคงน่าขันเหลือเกินแต่ก็ไม่ผิดจากความจริงไปแม้แต่น้อย หากจะบอกว่า..

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวันไวท์เดย์ครั้งไม่ปกตินี้คือหลังจากพูดประโยคนั้นออกไป หูของเขาก็อื้อจนไม่ได้ยินอะไรอีกเลย



Continue Reading

About Us

Inkitt is the world’s first reader-powered book publisher, offering an online community for talented authors and book lovers. Write captivating stories, read enchanting novels, and we’ll publish the books you love the most based on crowd wisdom.