lifetime partner
ลิ้นกับฟัน จะกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา
ก็ถูก นั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง อีชอลจูไม่เคยคิดเถียงคำกล่าวนั้นสักครั้ง แน่นอนว่าสามีภรรยาทุกคู่ต้องเคยมีเรื่องไม่พอใจกัน สิ่งนั้นไม่ใช่เรื่องผิดแปลก แต่วิธีแก้ปัญหา ป้องกันไม่ให้รอยร้าวยิ่งบาดลึกต่างหากคือสิ่งสำคัญ
เขาเองเชื่อมั่นมาตลอดว่าซอยอนเองก็คิดแบบเดียวกัน ภรรยาของเขาเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่แค่หน้าตาหรือบุคลิก แต่ความงดงามของเธอฝังลึกลงไปถึงความคิด วิธีมองโลก มองชีวิต นั่นล่ะคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจแต่งงานทั้งที่อายุยังไม่ขึ้นเลขสามด้วยซ้ำ
ชอลจูเป็นพวกใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าเพราะไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไร ที่ผ่านมาเขาเคยคบกับผู้หญิงหลากหลายประเภท ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา อายุ หน้าตา นิสัยใจคอที่หลากหลาย ประสบการณ์ทั้งหมดนั้นช่วยเสริมความมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าชอลจูเลือกคนไม่ผิด เขารักและเทิดทูนผู้หญิงที่เลือกมาเป็นแม่ของลูกราวกับดวงใจ
ซอยอนเป็นผู้หญิงที่สำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เทียบเท่าที่เขาให้ความสำคัญกับแม่..
ในพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมของศาสนาที่ทั้งคู่ต่างนับถือ ชอลจูให้คำสัญญาต่อหน้าบาทหลวงและพระผู้เป็นเจ้าที่เขาเคารพ สาบานหนักแน่นว่าจะรักและดูแลเธอจวบจนชั่วชีวิต และรวมถึงชีวิตหลังความตายของเขา ถ้อยวาจาเหล่านั้นไม่ใช่เพียงลมปากที่พูดออกมาเพียงพล่อยๆ มันคือความจริงใจที่เขาพร้อมจะพิสูจน์นับจากนี้
หลังจากสร้างครอบครัวเขาก็เร่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ พิสูจน์ตัวเองในฐานะหัวหน้าครอบครัว แม้จะมีอาชีพเป็นเพียงพนักงานในบริษัทธรรมดาทั่วไป แต่มันก็ทำให้รายได้ที่แลกกับความรู้ความสามารถนั้นเพียงพอจะจุนเจือครอบครัว
บททดสอบเล็กๆน้อยๆดาหน้าเข้ามาไม่หยุดพัก แต่นั่นไม่อาจรั้งเขาให้ล้มลงได้ ยอมแพ้ไม่ใช่วิสัยของชอลจู ลูกผู้ชายอย่างเขายังคงทำงานหนักเพื่อครอบครัว แม้อีกใจหนึ่งจะโหยหาความอิสระเช่นที่เคยเป็นก่อนจะมีภาระผูกมัดตัวตน
ซอยอนคือผู้หญิงที่เขารัก แต่การแรปแทบจะเป็นทั้งชีวิตของชอลจู
เบสิคคือสเตจเนมที่เขาใช้ วงการฮิพฮอพใต้ดินรู้จักมันดีในระดับหนึ่ง เขาเคยเป็นไอดอล เป็นแรงบันดาลใจของเด็กรุ่นใหม่หลายๆคน บัดนี้คนเหล่านั้นผันตัวมาเป็นแนวหน้า ทว่าเขาต้องละมือและทำหน้าที่สามีที่ดี โดยเฉพาะในยามที่ข่าวดีอีกอย่างถูกแจ้งให้ทราบ
"ยินดีด้วยนะคะ น้องแชฮาแข็งแรงดีค่ะ หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มไม่แพ้คุณพ่อเชียว”
วินาทีนั้นน้ำตาแทบไหลเอ่อจากขอบตาที่ร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าวินาทีใดๆในชีวิต ชอลจูรับรู้ถึงความรู้สึกของคนเป็นพ่อในตอนนั้นเอง เขารับรู้ว่าภาระที่ต้องแบกรับนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด แต่เหนืออื่นใดคือความภาคภูมิใจที่ได้รับมัน
อีชอลจูกลายเป็นพ่อคนเต็มตัวในขณะที่เขาตัดสินใจถึงการเปลี่ยนแปลง เขานำเรื่องที่คิดเอาไว้สักพักมาปรึกษาภรรยาและเธอถอนหายใจยาว ซอยอนรู้ดีว่าเขารักมัน แต่เธอก็มีเหตุผลที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน
มันยากลำบาก ทว่าเขาขอร้องให้เธอเห็นแก่ความสุขของเขา และสัญญาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากวันนั้น เขาจะไม่มีวันทำให้เธอและลูกต้องประสบภาวะยากลำบาก ถ้าไม่สามารถไปต่อได้ เขาจะหยุด และกลับมาทำในสิ่งที่จะทำให้ครอบครัวของเราสบาย
เขาให้คำสัญญากับเธอด้วยหัวใจ..
ชื่อของเบสิคกลับมาโลดแล่นในวงการฮิพฮอพใต้ดินของเกาหลีอีกครั้ง ราวกับฝันแต่มันก็เกิดขึ้นจริง มีงานอีเวนท์มากมายติดต่อเข้ามาไม่เว้นวัน ทั้งหมดนั่นเป็นผลมาจากอะไรเขารู้ดี ..รายการแข่งขันเฟ้นหาแรปเปอร์นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่เกือบทั้งหมดคือความซื่อตรงต่อความฝัน
อีชอลจูเดินสายแรปแบบที่เขารักและโหยหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภรรยาคอยจับมือเอาไว้ในยามที่เขาอ่อนล้า นั่นยิ่งตอกย้ำความภาคภูมิใจให้เชื่อว่าเขาเลือกคนไม่ผิด เขาจูบเธอซ้ำๆเพื่อแสดงความขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวเขา และสิ่งที่เขารัก
ทว่าลิ้นกับฟันย่อมต้องกระทบกันเป็นธรรมดา..
คลื่นระลอกเล็กๆลอยมากระทบฝั่งบ้าง แต่ชายหนุ่มไม่เคยให้ความสนใจมัน นับว่าเป็นความผิดของชอลจูเองที่ละเลย เขาไม่ใส่ใจในความรู้สึกของคนในครอบครัวเท่าที่ควร
ความผิดพลาดเหล่านั้นทำให้หัวใจของซอยอนหนักอึ้งมาเนิ่นนานเท่าไรไม่อาจรู้ได้ เธอยังเป็นภรรยาที่ดี เป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบตลอดมา เก็บงำตะกอนอารมณ์ขุ่นข้นให้มันนอนลงตรงก้นบึ้งหัวใจ เธอข่มกลั้นมันได้เป็นอย่างดีจนเขาไม่อาจสังเกตเห็นได้อีก
จนกระทั่งวันที่มันระเบิดออก..
วันใหม่ที่เริ่มต้นด้วยเสียงร้องไห้กระจองอแงของแชฮา เด็กชายตัวน้อยร้องไห้อย่างน่าสงสารปลุกให้พ่อแม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ลอยขึ้นเหนือหัว ซอยอนอุ้มเด็กน้อยออกไปยังโซนห้องนั่งเล่นเพื่อให้เขาได้พักผ่อนต่อ
ชอลจูฝืนลืมตามองตามภรรยาและลูกน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแนบใบหน้าหล่อเหลาลงกับผ้าปูที่นอนนุ่มสบายอีกครั้งเมื่อไม่อาจต้านทานความง่วงได้ วินาทีที่ผล็อยหลับนั้น เขาอ้างกับตัวเองว่าเพิ่งนอนไปได้แค่สามชั่วโมง
ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ดังข้างหู อินโฮโทร.มาย้ำถึงการนัดแนะให้ออกไปทำเพลงกันในช่วงสาย อย่างที่ใครๆก็รู้ดีว่าเขาทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก อินโฮหรืออินโนเวเตอร์กับชอลจูเคยดูเอ็ตกันในนามของยูนิตดับเบิ้ลทรอเบิ้ล แม้จะไม่ได้โด่งดังนักแต่พวกเขาก็มีความทรงจำที่ดีในช่วงเวลานั้น
อันที่จริงเขารู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสบาย เพราะคร่ำเคร่งกับการทำเพลงจนแทบไม่ได้นอนมาหลายคืน ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เขามีเวลาพักผ่อนรวมกันไม่ถึงสิบชั่วโมงด้วยซ้ำ แต่เพราะรุ่นน้องคนสนิทก็นัดล่วงหน้าไว้นานแล้ว และเขาไม่ชอบการทำตัวผิดคำพูด
ชายหนุ่มพาร่างกายอ่อนแอเป็นพิเศษของตัวเองไปทำธุระจนเรียบร้อย เมื่อคว้ากระเป๋าสตางค์และกุญแจรถเตรียมออกจากบ้าน เขาจึงแวะเล่นกับลูกชายครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหาภรรยาที่เตรียมอาหารอยู่ในครัว กอดเธอจากทางด้านหลัง และจูบแก้มอย่างที่มักจะทำเป็นประจำทุกวัน
"เดี๋ยวพี่ออกไปข้างนอกนะคะ มีนัดทำเพลงกับอินโฮ จะรีบกลับมานะ”
ถ้าเป็นเวลาปกติเธอจะครางรับ ริมฝีปากเรียวสวยจะยกยิ้มและเดินไปส่งเขาที่ประตูบ้าน แต่วันนี้อะไรบางอย่างทำให้เธอแปลกไป เรียวคิ้วขมวดมุ่นก่อนที่ลมหายใจเฮือกใหญ่จะถูกปลดปล่อย
"พี่คะ คุยกันก่อนได้ไหม?”
คราวนี้เป็นเขาที่ขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน อีชอลจูจ้องลึกลงไปในดวงตากลมสวยราวไข่มุก ค้นหาสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น
"มีอะไรหรือเปล่า?”
สิ้นคำถาม เสียงร้องไห้กระจองอแงจากลูกชายตัวน้อยก็ดังขึ้นอีกคราว ชอลจูขบริมฝีปากแน่นขณะที่ภรรยาคนสวยเร่งฝีเท้าเดินไปหาร่างน้อยในรถเข็นคันเล็ก เขายกแขนขึ้นดูนาฬิกาข้อมือแล้วพรูลมหายใจออกอย่างใช้ความคิด
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ดนตรีรัวเร็วเร่งเร้าจนเส้นประสาทแทบขาดผึง ความสามารถในการระงับสติอารมณ์ลดน้อยลงมากเมื่อสภาวะร่างกายไม่สมบูรณ์ดี ชอลจูหันมองสมาชิกในครอบครัวแล้วกดตัดสายทิ้ง
"พี่คะ..”
ฝีเท้าชะงักลงที่หน้าประตูบ้านเมื่อได้ยินเสียงเรียก ความเหนื่อยอ่อนทว่าแฝงแววขุ่นข้องเจือจางอยู่ในน้ำเสียงอ่อนหวานนั้น เขาเม้มปากแน่นและกลับมาคุกเข่านั่งลงตรงหน้าหญิงสาวผู้เป็นที่รัก เขาอดทนรอจนเธอกล่อมลูกน้อยให้เงียบเสียงลง เด็กชายผล็อยหลับไปแล้ว มือเล็กบางจึงจับจูงให้เขาตามออกมาจากบริเวณนั้น
"ไม่ออกไปได้ไหม”
เธอเอ่ยขอ เว้าวอนด้วยแววตาฉ่ำน้ำ ด้วยกรอบตาเรียวสวยที่เขารัก
"อยู่ด้วยกันสักวันได้ไหมคะ หยุดออกไปตะลอนๆกับคนนั้นทีคนนี้ทีได้หรือเปล่า เราอยู่ด้วยกันแค่เวลานอนมาเกือบเดือนแล้วนะ พี่หยุดทำแบบนี้ทีเถอะ ฉันเหนื่อย ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว จะบ้าตายวันละหลายๆรอบ พี่กลับไปทำงานที่บริษัทไม่ได้หรอคะ ทำแบบนั้นไม่ได้หรือยังไง”
เสียงหวานเจือสะอื้นดังขึ้นอีกหลายระลอก แรงอารมณ์ของเธอระเบิดออกจนคำอธิบายแทบจะกลายเป็นเสียงกรีดร้องแหลมแสบหู ชอลจูคว้าร่างบอบบางมากอดเอาไว้แน่น ทั้งที่สมองยังประมวลผลได้ไม่เต็มที่นัก
เป็นเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะกรีดร้องขึ้นอีกครั้ง ชอลจูกดตัดสายและพยายามข่มอารมณ์ที่ตีรวน ความรู้สึกอ่อนล้าและถูกบีบรัด กดอัดจากทุกทิศทางทำให้เขาหงุดหงิด ความไม่สบอารมณ์ฉายชัดทางสีหน้า และนั่นยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลง
ซอยอนร้องไห้ ..
เขาแทบเป็นบ้าในวินาทีนั้น เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดแน่นหนาของเขา ร่างกายเล็กบางสั่นเทิ้มจนต้องประคองเอาไว้ ชอลจูลูบแผ่นหลังภายใต้เสื้อยืดพอดีตัวอย่างแผ่วเบา
"ฉันอดทนมามาก ..มากแล้วจริงๆ”
เขาทำอะไรไม่ถูก
"พี่เลือกได้ไหมคะ ระหว่างฉันกับลูก แล้วก็การแรปที่พี่รักเหลือเกินนั่น พี่เลือกสักทีได้ไหม อย่าทรมานกันไปกว่านี้เลย”
อีชอลจูบีบมือเล็กของผู้หญิงที่เขารัก คลึงมันซ้ำๆด้วยข้อนิ้วยาว เขาทำอะไรไม่ถูก และไม่กล้าแม้แต่จะกลืนน้ำลาย ขอบตาร้อนผ่าวราวกับจะไหม้ทำให้อุณหภูมิของหัวสมองสูงขึ้นตาม หัวใจเต้นแรงอยู่ในอกจนเจ็บร้าวไปหมด
"ซอยอน..ไว้เย็นนี้คุยกันนะคะ”
สติเลื่อนลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาไม่เข้าใจนักว่าลิ้นกับฟันจำเป็นต้องกระทบกันแรงขนาดไหน ชอลจูมึนงงและไม่เข้าใจว่าที่ผ่านมาเขาทำอะไรผิดมากมายนัก เขาครุ่นคิดจนเหนื่อย ทั้งกายและหัวใจทำงานหนักจนทนไม่ไหว ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ที่เขาโทร.ไปยกเลิกนัดกับอินโฮ แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าพิมพ์อะไรลงในโน้ตโทรศัพท์แล้วโพสมันลงในอินสตาแกรม รู้ตัวอีกทีเขาจึงกดลบมันทิ้งด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
"ครับ ..ครับพี่ รออยู่ตรงนั้นแหละ”
โอซึงแทคคือที่พึ่งเดียวที่เขาเพรียกหา ณ เวลานี้ ทั้งที่ไม่ใช่คนสนิท ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ยาวนานต่อกัน เพียงไม่กี่เดือนที่ได้ร่วมงานกันมาทำให้เขาพอใจในความสามารถของเด็กหนุ่มร่างอ้วนป้อมคนนี้ ..เพียงเท่านั้นที่ชอลจูรู้สึกต่อซึงแทคตลอดมา
เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เลือกมาช่วยเยียวยาในวันที่อ่อนล้าถึงกลายเป็นเด็กคนนี้ไปได้
โดยปกติแล้วการยุแยงให้ครอบครัวแตกร้าวไม่ใช่วิสัยของโอซึงแทค
ตอนนี้เด็กหนุ่มก็ยังยืนยันแบบนั้น เขาไม่ได้เป็นคนเริ่มทำให้เรื่องแย่ๆแบบนี้เกิดขึ้น จู่ๆรุ่นพี่แรปเปอร์ชื่อดังก็โทรศัพท์มาหาตอนเกือบเที่ยง แล้วเสียงแหบเครืออย่างผิดปกตินั่นก็ทำให้หัวใจเขากระตุกวูบ
โอซึงแทคไม่ได้เป็นคนดีประเภทที่ใช้ชีวิตตามพระคัมภีร์เสมอต้นเสมอปลาย เหล้ายาถูกเทลงท้องคืนละไม่รู้เท่าไร ผู้หญิงก็มีบ้างแต่เพลาๆลงมาสักพักแล้วตั้งแต่มีแฟน แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ทั้งเขา และคนรอบข้างต่างรู้ดีคือซึงแทครักเพื่อนมาก
ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงไม่อาจทนอยู่เฉยได้ ไม่ว่าเวลาใดก็ตามที่คนซึ่งเขาให้ค่าเป็นเพื่อนเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกันมากนัก แม้ว่าจะไม่ได้สนิทสนมเป็นพิเศษกับเบสิคฮยอง ในรายการก็มีโอกาสได้ทำความรู้จักเพียงผิวเผิน แต่เมื่ออีกฝ่ายโทร.มาหาด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดี
"ครับ ..ครับพี่ รออยู่ตรงนั้นแหละ”
คือสิ่งเดียวที่ซึงแทคจะละล่ำละลักตอบกลับไปได้ ก่อนวิ่งวุ่นหากุญแจรถและกระเป๋าสตางค์ติดตัว บึ่งรถคันย่อมของตัวเองออกไปยังสถานที่ที่อีกฝ่ายพึมพำบอกมาเมื่อครู่
เพราะอีชอลจูที่ซึงแทครู้จักไม่ใช่คนอ่อนแอ..
รุ่นพี่ที่อายุห่างกันถึงห้าปี แรปเปอร์ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงสมัยที่เขาเพิ่งเริ่มแรปได้ไม่นาน ไอดอลของแรปเปอร์รุ่นน้องหลายคน แม้จะร้างลาจากวงการไปหลายปีแต่เมื่อกลับมาก็ไม่ได้ทำให้ใครผิดหวัง โดยเฉพาะซึงแทคที่จับตามองด้วยความชื่นชมอยู่เสมอ
เขาพบกับเบสิคฮยองเป็นครั้งแรกแบบที่เจอกันจริงๆไม่ใช่แค่ฟังเสียงหรือดูผ่านคลิปก็ที่รายการนี้ โชว์มีเดอะมันนี่ทำให้เขามีโอกาสได้ทำเพลงร่วมกับรุ่นพี่ฝีมือดี ซึงแทคจำได้ว่าวินาทีที่พิธีกรประกาศว่าลิลบอยต้องแบทเทิลกับเบสิคนั้น เขาอยากจะกัดลิ้นตายแค่ไหน
ตลอดเวลาที่เขาเห็นอีกฝ่าย อีชอลจูเป็นคนร่าเริง ยิ้มง่าย แม้จะจู้จี้จุกจิกในเรื่องการทำงานไปบ้าง แต่นั่นก็เพื่อผลงานที่ถูกคาดหวังให้ออกมาดีที่สุด พวกเขาเข้ากันได้ดีเพราะความสนใจที่ไม่แตกต่างกันมากนัก ประกอบกับซึงแทคมักจะเทความสนใจให้กับคนที่อายุมากกว่า เขารู้สึกว่าคนจำพวกนี้จะให้ข้อคิดดีๆได้ผ่านบทสนทนา
เบสิคฮยองเป็นตัวอย่างที่ดีของรุ่นพี่ที่เขาคาดฝันไว้ ซึงแทคเห็นวิธีคิด วิธีการมองโลกที่แตกต่างไปจากที่เขาเป็น ความเข้มแข็งในการต่อสู้กับสังคมที่โหดร้ายเพื่อได้ทำสิ่งที่รัก ซึงแทคชื่นชมและบอกกับเจ้าของดวงตาเรียวรีคู่นั้นว่าหากเป็นเขา คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจ
ครั้งหนึ่งอีกฝ่ายเคยบอกเขาว่ามันเป็นสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อ เป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าหากซึงแทคมีลูกก็จะมีความคิดคล้ายคลึงกัน ไม่แน่ว่าอาจมีวิธีจัดการปัญหาที่ดีกว่าก็เป็นได้ ตอนนั้นเขาเพียงพยักหน้ารับยิ้มๆ คิดในใจว่าไม่มีทาง เขาเชื่อว่าอีชอลจูได้จัดการกับสิ่งที่รุมเร้าอย่างดีและกล้าหาญมาก มากอย่างที่เขาเองคงทำไม่ได้
แต่สภาพของอีกฝ่ายในตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น
ความกล้าหาญที่เขาเห็นไม่เหลืออยู่เลย..
อีชอลจูดูคล้ายคนสิ้นหวังในชีวิต ไหล่กลมที่เคยผึ่งผายกลับห่อลู่ลง ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มประดับ บัดนี้อมทุกข์และดูเศร้าหมองจนไม่รู้จะพูดอย่างไรจึงอธิบายได้ถูก ซึงแทคมองอีกฝ่ายนั่งถอนหายใจอยู่ที่ป้ายรถประจำทางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มพลางเทียบรถคันเล็กจอดลงตรงตำแหน่งที่คนโตกว่านั่งอยู่
"พี่ ขึ้นรถเถอะ”
ชอลจูเงยหน้ามองเมื่อได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วที่เอ่ยเรียก ใบหน้ากลมแป้นน่าหยิกที่โผล่พ้นแว่นกันแดดสีชาเย็นส่งยิ้มกว้างมาให้อย่างทุกที แต่ชอลจูไม่มีแรงแม้แต่จะยิ้มตอบกลับ เขาเพียงลุกเดินไปเปิดประตูรถแล้วหย่อนตัวลงบนที่นั่งข้างคนขับเท่านั้น
"ไปไหนกันดีล่ะ?”
คนที่ตกอยู่ในห้วงของอาการป่วยเต็มที่ส่ายหน้าเป็นคำตอบ ชอลจูเหนื่อยล้าจนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เวลานี้ต่อให้ซึงแทคพาเขาไปขายก็ไม่น่าสนใจ เปลือกตาสีอ่อนปิดลงพลางพรูลมหายใจออกทางปาก หวังให้บางสิ่งที่หนักหน่วงทับถมจิตใจอยู่นี้ละลายหายไปบ้าง
"งั้น ..ไปบ้านผมก่อนแล้วกันนะ”
มือเล็กกำรอบพวงมาลัยในตำแหน่งประจำหลวมๆ สรุปออกมาเองหลังจากรอแล้วก็ไม่มีคำตอบใดๆ ซึงแทคสูดลมหายใจเข้าลึกๆทีหนึ่งก่อนจะเหยียบคันเร่งเพื่อออกรถ ดวงตาเรียวหลังแว่นลอบมองคนอายุมากกว่าเป็นระยะ ไม่ได้คาดหวังให้อีกฝ่ายพูดถึงสิ่งที่ทำให้รู้สึกแย่หรอก แต่แค่เขาไม่อาจถอนสายตาออกไปได้
ความกังวลใจทำให้สมองซึงแทคทำงานหนัก เด็กหนุ่มเกือบจะถอนหายใจแรงๆตามคนที่จมตัวลงกับเบาะไม่พูดไม่จาอยู่หลายที ความเครียดของเบสิคฮยองเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรเขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก แต่คาดว่าคงจะเป็นเรื่องครอบครัว ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นเรื่องโชว์ที่กำลังจะมาถึงในปลายสัปดาห์หน้า ที่คิดได้ก็มีเท่านี้ เขาก็รู้จักผู้ชายคนนี้อยู่แค่สองมุมนี้แหละ
ไม่แฟมิลี่แมน ..ก็แรปเปอร์
ไม่ปฏิเสธหรอกว่าชอบมองในมุมของแรปเปอร์มากกว่า เวลาเบสิคฮยองขึ้นโชว์บนเวทีมันทำให้เขารู้สึกดีมาก ถ้าหากใครมาถามก็คงจะอธิบายเป็นคำอื่นได้ยากนอกจากดีมากจริงๆ เขาไม่รู้ว่าคนเราสามารถทำตัวสบายๆ เป็นตัวเองอย่างเต็มที่บนเวที ทว่าเอาคนดูได้อยู่หมัดแบบไม่มีหลุดเลยสักครั้งได้ยังไงกัน นั่นคือสิ่งที่เขาเพียรพยายามจะทำให้ได้มาตลอด แต่อีกคนดูเหมือนจะทำได้ง่ายๆโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม
คิดอะไรวนไปวนมาเรื่อยเปื่อยอยู่ครู่ใหญ่ก็ขับรถพาตัวเองและคนในความคิดมาถึงบ้านได้ ซึงแทคปลดเข็มขัดและดับเครื่องก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายผล็อยหลับไปแล้วระหว่างทางที่เขาขับรถมา เจ้าขอบ้านหลุดเสียงหัวเราะคิกคักยามมองไปที่ร่างผอมเพรียวซึ่งไม่ได้ดูจะสูงไปกว่ากันสักเท่าไร
เบสิคฮยองน่ะ ..
คนๆนี้จะรู้ไหมนะว่าเขารู้สึกดีที่ได้เป็นที่พึ่ง เป็นคนที่อีกฝ่ายจะคิดถึงเมื่อมีปัญหา
อา.. จะรู้ได้ยังไงล่ะเนอะ ฮ่าๆๆ
ลิลบอยนี่ก็นะ ..บ้าชะมัด
บ้ามากจริงๆเมื่อรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่คุณพ่อยังหนุ่มลืมตาขึ้นมา ยิ้มของซึงแทคกลายเป็นยิ้มค้างก่อนจะเสสายตาหลบ มันคงดูตลกที่นั่งเท้าคางมองผู้ชายด้วยกันนอนหลับ แต่ซึงแทคแค่เพลินไปหน่อย ดวงหน้าที่ถูกจับเอาองค์ประกอบที่ดูดีเหล่านั้นมาผสมรวมกัน มันดึงให้เขาไม่หยุดจ้องมอง
"อือออ ถึงแล้วทำไมไม่เรียกล่ะ”
เสียงอู้อี้กับดวงตาที่กระพริบปริบสู้แสงอาทิตย์ทำให้เจ้าของเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์โล่งใจ ซึงแทคหัวเราะเสียงเบากลบเกลื่อนก่อนจะพึมพำตอบ
"ก็เห็นพี่หลับสบายเลยไม่กล้าปลุก ยังไง.. เข้าไปในบ้านดีไหม ตรงนี้มันเริ่มร้อนแล้ว”
ชอลจูพยักหน้ารับ สลัดหัวไปมาเพื่อเรียกสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลงจากรถ เดินตามเจ้าของบ้านเข้าไปภายใน น่าตลกดีที่จู่ๆเขาก็มาโผล่ที่นี่ได้หลังมีปัญหากับภรรยา แต่ทุกอย่างมันก็เป็นไปได้เสมอนั่นล่ะ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ชอลจูยังอยากจะเชื่อว่ากำลังฝันไปด้วยซ้ำ แต่ทำไมสิ่งที่เขาทำได้ถึงมีแค่ยกยิ้มเยาะให้กับตัวเองก็ไม่รู้
ชอลจูถอนหายใจแรงก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าควรหยุดคิดถึงเรื่องที่ทำให้อ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม ..เปล่า เขาไม่ได้กำลังพยายามหนีปัญหา นั่นไม่ใช่นิสัยของเขา แต่ตอนนี้ร่างกายก็ยังไม่พร้อม สภาพจิตใจก็อยู่กึ่งกลางระหว่าความสับสนกับอารมณ์ที่ดำดิ่ง ดังนั้นที่เขาควรทำคือขอพักผ่อนอยู่ที่บ้านซึงแทคชั่วคราวจนกว่าอะไรๆจะดีขึ้นต่างหาก
บ้านชั้นเดียวหลังเล็กมีพื้นที่น้อยมาก แต่เจ้าของสามารถจัดสรรมันได้อย่างลงตัว ซึงแทคมีเซนส์การจัดการพื้นที่ที่ดี ห้องนั่งเล่นตกแต่งเรียบๆด้วยสีสันไม่ฉูดฉาดแต่ดูเรียบร้อยสบายตา โทนสีอ่อนทำให้เขารู้สึกดีขึ้นถ้าไม่ได้คิดไปเอง ชอลจูสูดลมหายใจเข้าลึกๆเมื่อรู้สึกผ่อนคลาย
"ดื่มอะไรไหมพี่?”
เขาหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟาตัวยาว ขณะที่ร่างกลมป้อมกุลีกุจอไปเปิดตู้เย็นหาเครื่องดื่มมานำเสนอ ซึงแทคชูกระบอกน้ำสีใส และน้ำส้มคั้นเอาไว้ในมือคนละข้าง ชอลจูส่ายหน้าไปมาเบาๆแทนคำตอบ รอยยิ้มผุดขึ้นข้างมุมปากเมื่อนึกถึงเครื่องดื่มประจำตัว
"มีเบียร์ไหม?”
เด็กหนุ่มขมวดคิ้วแล้วถลึงตาโตขึ้นกว่าปกติ
"ไหวหรอพี่? สภาพพี่ดู.. เอ่อ..”
"แย่มากงั้นสิ?”
"ฮิๆๆ ก็..ประมาณนั้น”
ชอลจูยิ้มกว้างขึ้นอีกนิดก่อนจะส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ ซึงแทคเป็นเด็กน่ารัก ไม่ได้หมายถึงจิ้มลิ้มหรือน่ารักแบบที่เด็กผู้หญิงเป็นกัน แต่เป็นเด็กผู้ชายห่ามๆที่เขามองว่าน่าเอ็นดู คือ..ยังไงดีล่ะ เอาเป็นว่านิสัยดี เป็นเด็กที่อยู่กับใครก็มีแต่คนรัก ประมาณนั้นละมั้ง
"อ่ะ พี่เอาน้ำเปล่าไปดีกว่า เบียร์นี่ของผม แล้วเดี๋ยวถ้าอยากจริงๆ จะแบ่งให้อึกเดียวพอ”
เสียงทุ้มแหลมดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาเลิกสนใจ ชอลจูพยักหน้ารับอย่างยอมจำนน พอเข้าใจได้ว่าน้องกำลังเป็นห่วงแต่ก็ไม่กล้าขัดใจนัก นี่ล่ะความน่ารักอีกอย่างของเด็กคนนี้ที่เขาสัมผัสได้ ซึงแทคหอบหิ้วเอาทั้งกระป๋องเบียร์ กระบอกน้ำและแก้วสำหรับดื่มมาวางที่โต๊ะตรงหน้า ชอลจูผงกหัวเป็นเชิงขอบคุณแต่ก็ไม่ได้หยิบจับอะไร
พวกเขานั่งนิ่งๆอยู่ข้างกันครู่หนึ่ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคอะเขินทั้งมี่ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เพราะชอลจูไม่รู้จะทำอะไร และซึงแทคเองก็เอาแต่ยิ้มเก้อๆพลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอย สลับกับยกกระป๋องเบียร์ขึ้นซดอยู่แบบนั้น สุดท้ายคนเป็นแขกจึงเอื้อมมือคว้ากระป๋องเหล็กจากมือเล็กมาดื่มเสียเอง
"เอ่อ พี่..คือ..”
"ขอนอนได้มั้ย?”
คนมีลำดับอายุเป็นน้องดูจะกระอักกระอ่วนใจนิดหน่อย แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาจะให้ความสำคัญ ชอลจูจะปล่อยให้อีกฝ่ายรู้จักเขามากขึ้น ไม่นานก็คงชินกันไปเอง แต่ในเวลานี้เขารู้สึกว่าจำเป็นต้องพักผ่อนแล้ว เปลือกตากลับมาหนักอึ้งอีกครั้ง ในหัวก็ปวดตุบๆจนต้องยกมือขึ้นนวดเบาๆ
"ตามสบายครับ ..แต่เดี๋ยวผมไปเอาพารามาให้ก่อน ตื่นมาจะได้โอเคขึ้น พี่อย่าเพิ่งรีบหลับนะ”
ว่ายังไม่ทันจบประโยค แรปเปอร์รุ่นน้องก็วิ่งเหยาะๆหายไปในส่วนที่กั้นไว้เป็นอีกห้องหนึ่ง เสียงกุกกักดังอยู่ครู่เดียวเด็กตัวเล็กก็เดินอาดๆออกมาพร้อมซองสีขาวในมือ
"อ่ะ ผมไปทำเพลงห้องนู้นนะ มีอะไรเรียกได้เลยพี่ ไม่ต้องเกรงใจ”
นิ้วเล็กชี้ไปทางห้องกระจกขนาดเล็กที่อยู่อีกฟากหนึ่งของบ้านซึ่งเขาเพิ่งสังเกตเห็น ชอลจูพยักหน้ารับแล้วยกยิ้มส่งให้แทนคำขอบคุณ ก่อนจะแกะยาเม็ดสีขาวล้วนออกจากซอง จัดการดื่มน้ำตามแล้วล้มตัวลงนอนตามความยาวของโซฟาบุนวมนุ่มนิ่ม
"ฝันดีครับ”
คล้ายจะได้ยินอยู่เลือนลาง แต่ชอลจูเข้าใจว่าความง่วงที่เล่นงานคงจะทำให้เขาหูฝาดไปเอง
เจ้าของบ้านตัวเล็กนั่งขะมักเขม้นกับการทำเพลงอยู่ในตอนที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมา ทีแรกว่าจะอยู่นิ่งๆอีกสักพักแต่เมื่อยกข้อมือขึ้นดูเวลาก็พบว่าเขานอนหลับไปนานกว่าที่คิด แสงสว่างจากภายนอกไม่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างเพราะพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว อาการหนักๆที่หัวไม่ได้หายเป็นปลิดทิ้งแต่ก็ยังดีที่มันพอจะทุเลาลง ชอลจูพับผ้าห่มที่ถูกนำมาห่มคลุมตัวเองเอาไว้ เผลอยกยิ้มอีกครั้งเมื่อคิดได้ว่าก่อนจะหลับไปไม่ได้มีมันอยู่ เป็นไปได้ว่าซึงแทคคงเอามาให้
“อ้าว พี่ตื่นแล้วหรอ”
เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาแบบนั้นทันทีที่เสียงเคาะประตูกระจกเรียกดังขึ้น มือเล็กคว้าเฮดโฟนถอดออกจากหูแล้วพักอุปกรณ์ทั้งหมดเอาไว้ เจ้าของชื่อลิลบอยออกมายืนยิ้มเผล่ให้เขาอย่างน่าเอ็นดู
“ดีขึ้นมั้ยครับ?”
มือเล็กเอื้อมสูง ดูท่าก็รู้ว่ากำลังจะแตะหน้าผากเขาเพื่อวัดไข้ แต่จู่ๆกลับชะงักไปกะทันหันแล้วรวบมือประสานกันเอาไว้ที่ด้านหลัง มีเพียงความห่วงใยที่ส่งผ่านทางคำพูดเท่านั้นที่ยังคงลอยวน ชอลจูพยักหน้ารับเงียบๆและยิ้มจนตาปิด
“เอ่อ..แล้ว ..หิวหรือยัง พี่กินอะไรรองท้องดีไหม”
เจ้าตัวเล็กทำท่าเหมือนจะวิ่งพรวดไปยังตู้เย็นที่ตั้งอยู่กลางบ้านอีกครั้ง อารามไม่อยากให้เจ้าของบ้านต้องปรนนิบัติเขามากมายไปกว่าที่กำลังทำอยู่ เพราะนี่ก็นับว่าเป็นการรบกวนกันมากพออยู่แล้ว ชอลจูจึงคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ การกระทำไปไวกว่าสมอง และเขาไม่ได้ปล่อยเมื่ออีกฝ่ายหยุดชะงัก
อีชอลจูเป็นผู้ชายที่มีภรรยาแล้ว โอซึงแทคก็ผู้ชายคนหนึ่งที่คบกับแฟนมาสี่ปี ..พวกเขาเป็นลูกผู้ชายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมามาก ต่างคนต่างมีความคิด มีวิจารณญาณเป็นของตัวเอง ยืนยันได้เต็มร้อยว่าไม่ได้มีนิสัยสำอางสะอาดสะอ้านหรือชอบผู้ชายด้วยกันมาก่อนตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา ซึงแทคไม่ได้ตกใจที่ถูกจับมือ ชอลจูเองก็ไม่ได้รู้สึกผิดแปลกที่จะจับมือผู้ชายด้วยกัน
คนที่โตกว่าทั้งวัยวุฒิและขนาดตัวแค่คว้าข้อมืออีกข้างมาจับไว้
“ไม่เป็นไร พอแล้ว ..ฉันขออยู่ตรงนี้อีกสักพักก็พอ”
“อืม”
บทสนทนาถูกตัดขาดไปที่เสียงครางตอบรับเบาบาง ซึงแทคมองใบหน้าหล่อเหลาที่ปราศจากรอยยิ้ม เสียงลมหายใจพรูออกมายาวเหยียดจนน่าสงสาร อาการทางกายของเบสิคฮยองดูเหมือนว่าจะดีขึ้น แต่ในแง่จิตใจอาจจะยังคงเดิมหรือแย่ลงกว่าเดิม และซึงแทคคิดว่าหากเขาเข้าใจไม่ผิด ปัญหาภายในครอบครัวจะยิ่งแย่ลงถ้าเราปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยๆโดยไม่หันหน้าเข้าหากัน
“พี่อยากเล่าอะไรให้ผมฟังไหม?”
ประโยคเกริ่นนำถูกหว่านโยนออกไปพร้อมแรงบีบเบาๆจากมือนิ่ม
“มีปัญหากับครอบครัว ..นิดหน่อย”
อีชอลจูทรุดตัวลงนั่งคุดคู้บนพื้นกระเบื้องสีสวยเมื่อพูดประโยคนั้นออกมา เขาละมือออกมากุมขมับแล้วนวดมันซ้ำๆราวกับจะทำให้อะไรๆดีขึ้น ซึ่งต่างฝ่ายต่างก๋รู้ว่าไม่มีวัน มันจะไม่ดีขึ้นถ้าหากชอลจูยังหนี
“ผมรู้ว่าพูดไปก็เหมือนสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ พี่คงรู้ดีกว่าผมเยอะสำหรับเรื่องนี้ แต่ ..”
ซึงแทคลดความสูงของตัวเองลงนั่งขัดสมาธิตรงหน้าชายหนุ่มรุ่นพี่
“คือ.. นี่ผมไม่ได้ไล่นะ ถ้าฟังแล้วพี่อยากจะอยู่ต่ออีกนานแค่ไหนผมก็โอเค จะย้ายมาอยู่กับผมอีกเป็นปี หรือสองปีก็ได้ถ้าพี่สบายใจจะทำแบบนั้น แต่ผมรู้ว่าพี่รู้ ..แจฮากับภรรยาพี่น่ะสำคัญสำหรับพี่มาก ชีวิตครอบครัวพี่เพิ่งเริ่มต้น สิ่งที่สำคัญก็คือต้องหันหน้าเข้าหากัน คุยกัน จูนกันให้ติด ไม่ใช่เฟดตัวออกมา เบสิคฮยองที่ผมรู้จักจะอดทน จะต่อสู้กับทุกปัญหา เขาไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆนี่นา ..ใช่ไหมครับ?”
ริมฝีปากของอีชอลจูเม้มแน่นยามสายตาทอดมองลึกลงไปในดวงตาของรุ่นน้องที่บีบท่อนแขนของเขาเบาๆ ซึงแทคเอียงคอมองหน้าเขานิ่ง ไม่ได้หลบ มือเล็กยังคงปลอบโยนด้วยวิธีที่เจ้าตัวคิดว่ามันจะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น ขณะที่ดวงตาเรียวรียิบหยีด้วยรอยยิ้มที่ส่งมาให้แทนกำลังใจ คนตัวเล็กกว่ารู้ดีว่าในเวลาแบบนี้กำลังใจจากใครสักคนเป็นสิ่งสำคัญ และหากว่าจะช่วยได้ เขาไม่ลังเลที่จะเป็นคนๆนั้นให้ชอลจูเอง
“เฮ้อ อยากกลับไปเป็นเด็กๆแบบที่ไม่ต้องตัดสินใจอะไรยากๆแบบนี้จัง”
ในที่สุดรอยยิ้มก็ระบายขึ้นที่มุมปากของคนอายุมากกว่า ชอลจูยิ้มออกมาทั้งที่ถอนหายใจหนักหน่วง
“ฮ่าๆๆ พี่นี่นะ ..ผมไม่อยากจะตอกย้ำเลยว่ามันทำไม่ได้ แต่ว่าถึงจะเป็นแบบนั้น พี่ก็คิดถึงความทรงจำดีๆตอนเป็นเด็กได้นี่นา ..ดูนี่นะ ผมจะทำให้ดู”
ว่าแล้วมือเล็กก็ล้วงโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดเข้าไปในแอพพลิเคชั่นสำหรับเก็บความทรงจำในแบบของรูปภาพที่ผู้คนทั่วโลกคุ้นเคยกันดีอย่างอินสตาแกรม จิ้มอยู่สองสามทีก็ส่งให้เขาดูภาพของเด็กชายกำลังนั่งถือขวดนม ท่าทางสแว๊กตั้งแต่ยังเยาว์วัยทำให้เข้าใจไม่ยากว่าคงจะเป็นรูปของเจ้าตัวในตอนเด็ก ชอลจูเหลือบตามองรอยยิ้มของเจ้าของภาพในวัยยี่สิบสี่ปีที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าแล้วก็ยิ้มออกมา
“นี่นะ พอพี่อยากกลับไปเป็นเด็กเมื่อไหร่ ก็ทำแบบนี้..”
คว้าโทรศัพท์มือถือไปจากมือของคนโตกว่า กดๆจิ้มๆอยู่สองสามทีก็ยื่นมันกลับมาให้เขาดู ภาพที่เพิ่งลงใหม่เมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมาเป็นเด็กชายตัวเล็กหน้าตาน่ารักสวมเสื้อผ้าสีสันแสบตา บนหัวกลมๆนั้นมีหมวกใบเล็กวางทับอยู่ ถ้าเดาไม่ผิดคงจะถูกถ่ายเอาไว้ที่ทะเลหรือริมน้ำที่ไหนสักที่ และคล้ายจะเป็นเอกลักษณ์ของภาพที่ซึงแทคในวัยเด็กจะต้องถือขวดนมติดมืออย่างที่เจ้าตัวแคปชั่นเอาไว้จริงๆ
“น่ารัก”
“ใช่ไหมล่ะ ฮิๆๆๆ เนี่ย ..พอพี่ทำแบบนี้ก็ยิ้มแล้ว คนอื่นเห็นก็ยิ้มตามด้วย”
พวกเขาพูดคุยสัพเพเหระกันอีกครู่ใหญ่ ชอลจูจึงเอ่ยปากขอบคุณและขอตัวกลับบ้านไปสะสางปัญหาให้จบ อย่างที่ซึงแทคบอกและเขาเองก็รู้ตัวดีนั่นล่ะ ปัญหาครอบครัวจำเป็นต้องหันหน้าคุยกันเพื่อหาวิธีแก้ไข มันไม่สามารถจบลงได้ด้วยการหนีไปเรื่อยๆแบบที่เขากำลังทำอยู่ และตอนนี้ก็ได้เวลาสมควรแล้วที่เขาจะต้องหยุดการดึงรั้งให้มันยืดเยื้อไปมากกว่านี้เสียที
“ไว้เจอกันคราวหน้านะครับ”
โอซึงแทคกล่าวลาพร้อมมือเล็กที่โบกไปมารัวเร็วตอนที่ขับรถกลับมาส่งคนโตกว่าที่หน้าบ้าน
“เจอกันตอนที่ฉันดูดีกว่านี้เนอะ วันนี้ขอบใจมากจริงๆ”
ประโยคสุดท้ายกลั้วเสียงหัวเราะทำให้เด็กหนุ่มหลุกเสียงหัวเราะตาม ความรู้สึกบางอย่างในเชิงบวกลอยวนอยู่รอบตัวราวกับไอแห่งความสุขที่แสนจะเบาบาง ทว่ามันไม่ได้เลือนหายเมื่อกาลเวลาผ่านไป แต่จะยังคงอยู่เมื่อคิดถึงความทรงจำดีๆที่เกิดขึ้น เหตุการณ์วันนี้มีทั้งเรื่องที่หนักหนาจนอยากจะหยุดหายใจ แต่ในความเครียดขึ้งและปวดปร่าในหัวใจก็ยังมีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้นบ้าง
ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วลิ้นกับฟันจะปะทะกัน กลับมาอยู่ร่วมกัน และต้องเกิดการกระทบกระทั่งกันอีกกี่ครั้ง แต่ชอลจูก็รู้สึกดีขึ้นได้เมื่อเขามีโอซึงแทคเป็นกรอบรายล้อมโอบรัดพวกเขาเอาไว้ด้วยกัน มันทำให้มั่นใจได้เสมอว่าไม่ม่ว่าเมื่อไรที่เขามีเรื่องไม่สบายใจ อีกฝ่ายจะยังคงบีบมือเขาเอาไว้แล้วคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆกัน
ไม่ว่าวันข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไร ชอลจูก็ยังอุ่นใจ
..อย่างน้อยชอลจูก็ยังมีซึงแทค