happy new year
since 02.01.2014
เริ่มต้นปีใหม่ทั้งที
สลัดความเหงาทิ้งก่อนจะดีไหมครับ?
เสียงจ้อกแจ้กจอแจและเพลงจังหวะสนุกสนานดังทั่วถนนทั้งเส้นนี้ ปกติฮงแดที่คึกคักมากพออยู่แล้วก็เลยยิ่งรื่นเริงเข้าไปใหญ่ ดวงไฟและเสียงดนตรีถูกจัดวางให้เหมาะสมกับความสนุกสนานที่ควรจะมีเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงภายในเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมงข้างหน้านี้แล้ว รอยยิ้มและเสียงหัวเราะรวมทั้งเสียงกรีดร้องของใครหลายๆคนยิ่งเสริมให้ย่านท่องเที่ยวแห่งนี้ดูน่าสนุกสนานมากขึ้นหลายเท่าตัว
ยกเว้นก็แต่กับใครบางคน ..
ซงมินโฮสบถออกมาพร้อมดวงตาเขียวปั้ด น้ำเสียงก็บ่งบอกได้ไม่น้อยหรอกว่ากำลังโมโหอยู่พอสมควร ความสนุกสนานที่คาดหวังว่าจะมาควานหาเอาแถวนี้ยิ่งลดฮวบฮาบ เพิ่งก้าวออกจากสถานีรถไฟใต้ดินได้ไม่ถึงสามก้าวโชคร้ายก็มาเยือนเขาต้อนรับปีใหม่เสียแล้ว คิดแล้วมันอยากจะฆ่าไอ้ลุงหนวดเฟิ้มคนนั้นเสียจริงที่ทำให้รอยยิ้มที่กำลังจะวาดขึ้นต้องหุบฉับลงทันควันแบบนี้
“เฮ้ย มิโนเป็นไรมั้ย เดี๋ยวฉันหาทิชชู่แปปนึงนะ รอก่อนๆ”
เสียงแหลมของซงดาน่าน้องสาวคนสวยหวีดร้องออกมาชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าแขนเสื้อของพี่ชายเปียกซ่กไปด้วยของเหลวสีอำพันกลิ่นฉุน แต่โชคดีที่เธอใช้เวลาไม่นานนักในการตั้งสติ ล้วงมือลงควานหากระดาษทิชชู่ที่มักจะพกติดกระเป๋าอยู่ตลอดเวลา ทว่าเรียวคิ้วที่ขมวดมุ่นเหมือนจะเป็นตัวยืนยันถึงความโชคร้ายซ้ำซ้อนของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี ดาน่าเงยหน้ามองพี่ชายที่ทำหน้ามุ่ยอย่างไม่สบอารมณ์มาสักพักแล้ว พร้อมกับส่ายหัววืดเป็นเชิงว่ากระดาษทิชชู่หมดแล้ว
“โธ่ มิโน อย่ามองฉันแบบนี้สิ ..เอางี้ เดี๋ยวไปซื้อให้นะ ..อย่าโกรธสิ”
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนที่ถูกแต้มด้วยลิปเพียงบางเบาเอ่ยออดอ้อนพี่ชาย ก่อนดาน่าจะยกมือขึ้นนวดขมับตนเองเบาๆเพื่อคลายความปวดหัว ให้กับเรื่องราวที่ดูท่าจะทำให้การเคาท์ดาวน์ปีใหม่ของเธอกับพี่ชายไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
“ไม่ต้องอะ เธอไปรอหน้าเวทีตรงนั้นเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการตัวเองได้แล้วจะตามไป”
มิโนเอ่ยเสียงเรียบชี้นิ้วบอกน้องสาวแล้วก้าวเท้าออกเดินไปอีกทาง ดาน่าเองมองตามอยู่พักหนึ่งอย่างอ่อนใจ ไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่าที่พี่ชายสั่ง แม้ว่าใจจริงแล้วเธออยากกจะเป็นคนจัดการเรื่องเสื้อที่ถูกเบียร์หกใส่นั่นก็เถอะ เพราะอันที่จริงแล้วเธอเองเป็นคนตื๊อให้เขาออกมาจากบ้านเพื่อเคาท์ดาวน์เป็นเพื่อนกัน แต่ในเมื่อมิโนตัดสินใจแล้ว จะห้ามอะไรก็คงไม่ยอมฟังเอาท่าเดียวนั่นละ เธอจึงได้แต่ยักไหล่เสียทีหนึ่งก่อนจะเดินไปรอพี่ชายที่หน้าเวทีตามคำสั่ง
“ขอโทษฮะ ขอทางหน่อย ขอทางหน่อยครับ ..”
ปากได้แต่พร่ำบอกนักท่องเที่ยวคนนั้นคนนี้ที่หยุดยืนขวางทางไปเรื่อย มิโนพยายามสกัดอารมณ์ข่มกลั้นความโมโหในใจเอาไว้ ไม่ให้เผลอไปลงกับใครเข้าสักคนแล้ว แต่ก็ดูเอาเถอะว่าชีวิตวันสิ้นปีมันน่าอดสูขนาดไหน เกิดมาจนอายุยี่สิบจะย่างเข้ายี่สบเอ็ดในปีหน้านี้แล้ว บอกตรงๆว่าไม่มีเลยสักปีที่เรื่องราวอะไรๆมันจะทับถมถาโถมใส่เขาได้มากเท่าปีนี้
เริ่มตั้งแต่เมื่อเช้าที่กะว่าจะตื่นสายๆส่งท้ายปีเก่า เพราะว่าเมื่อคืนนั่งทำโมเดลอยู่นานค่อนคืน สุดท้ายกว่าจะเสร็จก็สักตีสี่เห็นจะได้ แต่หลังจากนอนไปได้ไม่ถึงสามชั่วโมงดี ไอ้คิมจีวอนรุ่นน้องข้างบ้านก็วิ่งขึ้นมาปลุกเขาถึงในห้องนอน เพื่อบอกข่าวร้ายว่าน้องจินฮวานเพื่อนสนิทมันที่เขาแอบส่งข้าวส่งน้ำมาเป็นปีนั่นน่ะ ถูกไอ้คิมฮันบินเพื่อนซี้อีกคนงาบไปเรียบร้อยแล้ว
ช่วงเวลานั้นเป็นเจ็ดโมงเช้าที่พีคมากที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ จีวอนเอาแต่ปลอบในขณะที่เขานั่งเอ๋อๆเบลอๆเหมือนสมองไม่สั่งการไปแล้ว จนไอ้จีวอนมันต้องลงไปเรียกดาน่าน้องสาวคนเดียวมาปลอบใจเขา แล้วตัวเองก็หนีกลับบ้านไปเล่นเกมส์ต่อนั่นล่ะ เด็กหนุ่มนามซงมินโฮอายุยี่สิบปีถึงค่อยเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง
แล้วพอตกเย็นเรื่องแย่ๆก็ยังถาโถมเข้ามาไม่หยุด นับจากวิชาเลือกนอกคณะ ซึ่งมีเขาเป็นเด็กสถาปัตย์คนเดียวที่ใจกล้าไปลง อาจารย์ซึ่งสั่งงดคลาสไปเมื่อช่วงอาทิตย์ก่อนดันนัดเมคอัพคลาส แล้วสอบย่อยต่อกันในวันแรกของการเปิดเรียน จากนั้นจะไม่นับรวมเรื่องแย่ๆอีกสักเรื่องอย่างการที่ไปวางเดิมพันกับไอ้คังซึงยูน เพื่อนร่วมคณะ ว่ามันไม่มีทางจีบน้องนัมแทฮยอน เดือนคณะอักษรฯติดภายในปีนี้ แต่มันก็เสือกมาจีบติดเอาวันสุดท้ายของปี ทำให้เขาเสียเงินไปห้าพันวอนฟรีๆ ..ซึ่งไอ้เหตุการณ์ห่วยแตกทั้งหลายในชีวิตวันนี้นี่ละ ทำให้ดาน่าชวนกึ่งขอร้องให้เขาออกมาเคาท์ดาวน์ปีใหม่ด้วยกันในย่านที่ผู้คนมากมายอย่างฮงแด เผื่อว่าบางทีอาจจะทำให้อารมณ์ดีขึ้น
แต่ก็นั่นแหละ ..
พอมาเจอไอ้ลุงที่ทำเบียร์หกเลอะเสื้อเขา ทุกอย่างก็เลยจบแบบโคตรเหี้ย!
แต่เหมือนว่าอะไรๆมันก็ดูจะไม่แย่ไปเสียทั้งหมด
ใช่สิ ..ในวันหนึ่งๆที่เกิดเรื่องแย่มานับร้อยนับพันเรื่องมันก็ควรจะมีอะไรดีๆมาปิดท้ายบ้าง อย่างเช่นตอนที่เดินไปจนทั่วทั้งถนนแล้วก็ยังไม่เจอแผงลอยหรือร้านไหนจะขายกระดาษทิชชู่เลย และถ้าจะเดินไปจนถึงร้านสะดวกซื้อก็ต้องไปจนถึงหัวมุมถนนซึ่งไกลมากจนมิโนเกือบจะถอดใจ แต่ว่าจู่ๆก็มีสัมผัสนิ่มๆมาแตะลงแผ่วเบาที่เสื้อตัวเก่งตรงด้านหลัง ทำให้ทีแรกเขาตั้งใจจะหันกลับไปมองด้วยสายตาเอาเรื่อง
“เสื้อเลอะ ..เอากระดาษทิชชู่ไหม ?”
เสียงแหลมคล้ายแม่เป็ดเอ่ยถามยังไม่ทันจบคำ มือขาวก็ยื่นกระดาษทิชชู่มาจ่อตรงหน้าคนตัวสูงกว่าพร้อมรอยยิ้มน่ารัก ดวงตารีเล็กแทบจะปิดสนิทเมื่อถูกพวงแก้มกลมดันมันขึ้นไปอีก คิ้วเรียวสวยก็โค้งรับกับใบหน้าอย่างน่ามอง ถึงแม้ว่าจะตัวสูงเกินไปสักหน่อยที่จะเป็นสเปคของมิโน แต่ถ้าหักกลบด้วยความมีน้ำใจแล้วก็ยิ้มหวานน่ารักแบบนี้ก็ถือว่าโอเค
“ขอบคุณ”
แต่ถึงจะเอ่ยคำขอบคุณไปแล้ว ก็ยังรู้สึกเหมือนสีหน้าที่แสดงออกไปจะดูตึงๆไปสักหน่อย ใครคนนั้นถึงได้หุบยิ้มลงแล้วถอยหลังห่างออกไปหนึ่งก้าว แต่มันก็เป็นเพราะไม่ได้คาดคิดนี่นาว่าจะเจอคนน่ารักแถมยังใจดีแบบนี้ แล้วทีนี้ถ้าจะฉีกยิ้มออกไปเขาจะต้องหาว่าเป็นบ้าแน่ๆ คิดอย่างนั้นจึงเลือกที่จะค่อยๆแย้มรอยยิ้มน้อยๆส่งคืนไปบ้าง
แต่ดูเหมือนจะช้าเกินไปสักหน่อย ..
มือขาวที่เมื่อครู่ยื่นกระดาษทิชชู่ให้เขาโบกหยอยๆให้คนที่ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มเพื่อน ขายาวกำลังจะก้าวออกไปในไม่กี่วินาทีนี้แล้ว และถ้าไม่สานสัมพันธ์เอาไว้ตอนนี้ซงมินโฮจะพลาดโอกาสไปอย่างโง่ๆ ข้อนิ้วยาวจึงชิงประสานเข้ากับมือที่เล็กกว่า เรียกให้เจ้าของดวงตาเรียวเล็กเมื่อครู่หันกลับมามองอีกครั้งเป็นเชิงถาม
“ชื่ออะไร”
“หือ?”
เสียงครางตอบในลำคอเหมือนไม่แน่ใจในคำถามสักเท่าไร มิโนเองก็เพิ่งตระหนักได้เหมือนกันว่าคำถามคงออกจะตรงประเด็นไปสักหน่อย ดูโง่เง่าเสียเต็มประดาที่จะไปถามชื่อโต้งๆเอาแบบนั้น มันก็ไม่ต่างจากการที่ตัดสินใจจะจีบใครแล้วเดินไปพูดกับเขาว่า’ขอจีบได้ปะ’ นักหรอก
“คือ ..อยากรู้ชื่อ ไม่ใช่ ..คือ เผื่อซื้อกระดาษทิชชู่มาคืน..”
พูดไปแล้วก็อยากกระโดดถีบยอดหน้าตัวเองสักสิบที สกิลการเต๊าะของซงมินโฮมันลดฮวบฮาบขนาดนี้ได้ยังไงก็ไม่แน่ใจ คือถึงมันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแต่ก็ไม่ควรจะง่อยเปลี้ยขนาดนี้มั้ง ต่อให้เด็กอนุบาลมาได้ยินเขาพูดประโยคเมื่อครู่ออกไปก็คงชี้หน้าด่าแน่ๆ
“อ่า ..จริงๆไม่ต้องก็ได้ เราให้ไปเลย ไม่ต้องคืน”
โถ ..ได้ยินประโยคตอบกลับแล้วอยากจะร้องไห้ใส่หน้าพ่อคนน่ารักตรงหน้า ไม่แน่ใจว่านี่รักษาน้ำใจกันจนแกล้งไม่รู้ตัวว่าโดนจีบอยู่ หรือว่าอะไรกันแน่ แต่ในเมื่อมันมาถึงขนาดนี้แล้วมิโนก็คงไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกแล้วละมั้ง ถ้าจะจีบไม่ติดก็เอาให้เขาปฏิเสธออกมาตรงๆมันตรงนี้นี่ละ
“แต่ว่าถ้าอยากรู้ชื่อเรา ..เราชื่ออีซึงฮุน ปีสี่วารสาร เคยเจอกันในวิชาเลือกน่ะ แต่นายอาจจะจำเราไม่ได้”
เสียงแหบแหลมทว่าฟังดูน่ารักนักสำหรับมิโนดังขึ้นสำทับก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรน่าอายออกไปอีก เท่านั้นแล้วมือขาวเนียนก็โบกให้สองสามครั้งก่อนจะเดินจากไป แต่นั่นเล่นเอาซงมินโฮแข็งทื่อเป็นรูปปั้นอยู่นานเกือบสิบนาทีกว่าจะเรียกสติตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้
อีซึงฮุน
ปีสี่วารสาร
เคยเจอกันในวิชาเลือก
ให้ตายเถอะพ่อเอ๊ย!
อย่างน้อยโลกนี้ก็ไม่ใจร้ายกับซงมินโฮเกินไป
ปีใหม่ทั้งทีส่งคนมาคลายเหงาในหัวใจสักคนก็ถือว่าคุ้มนะ