extraordinary
since 22.5.2016
พัคซองจินไม่ใช่คนธรรมดา
ไม่ เขาไม่ได้เป็นมนุษย์หมาป่า แวมไพร์ หุ่นยนต์ หรือสิ่งมีชีวิตจำพวกกึ่งมนุษย์อะไรพวกนั้น ซองจินเป็นมนุษย์แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่เขาไม่ใช่คนเดินถนนธรรมดาทั่วไปก็เท่านั้น
ตอนที่ซองจินเกิดมา วงแขนแรกที่โอบอุ้มร่างของเขาเอาไว้ไม่ใช่พ่อหรือแม่ ..แต่เป็นท่านแม่มักจะเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุขว่าท่านเอ็นดูเขานับแต่วินาทีนั้น แม่เชื่อฝังหัวเพราะบูชาท่านมากส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งคือการกระทำก็ส่งเสริมให้คิดไปในทางนั้นได้ไม่ยากเย็น ใครๆก็ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาโชคดีมากที่ได้รับความเมตตาเพียงนั้น จนบางครั้งเขาซึ่งปฏิเสธอยู่ลึกๆยังหลงคล้อยตาม
ตัวอย่างง่ายๆที่ชัดเจนของความเอ็นดูที่ท่านมีให้คือการมอบตำแหน่งพิเศษให้กับเขา ซองจินเข้าใจสถานภาพตัวเองดีว่าอยู่ภายใต้บารมีของกลุ่มผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ แต่เขาไม่เคยต้องฝึกถือมีด จับปืนเมื่อถึงวัยอันควร เหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆในรุ่นราวคราวเดียวกัน หน้าที่ซึ่งพ่วงมากับตำแหน่งเพียงอย่างเดียวที่ซองจินต้องแบกรับนั้นก็คือ การเป็นคนของเจฮยอง
เจฮยองหรือเรียกสั้นๆว่าเจ เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของท่าน ตามคำบอกเล่าของแม่คือนายหญิงสุขภาพอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร แม้จะกัดฟันสู้จนให้กำเนิดบุตรชายได้อย่างยากลำบาก แต่ก็เพียงเท่านั้น เธอเสียชีวิตลงตอนที่คลอดเขาออกมา ซองจินจึงคิดต่อเอาเองว่าสาเหตุที่เจฮยองร่างกายไม่แข็งแรง ถูกรุมเร้าด้วยโรคหลายชนิดตั้งแต่เกิดก็คงเพราะยีนส์หรือดีเอ็นเอต่างๆที่ได้รับมาจากแม่
และเพราะความไม่แข็งแรงเหล่านั้นจึงต้องมีเขาเพื่อดูแลประคับประคอง สิ่งที่เขาต้องทำคือทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้เป็นนายใช้ชีวิตอยู่ด้วยสุขภาพกายและจิตที่ดี ทั้งที่ซองจินอายุน้อยกว่าอีกฝ่ายถึงสี่เดือนเต็ม แต่ถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยกัน มีพี่เลี้ยงคอยดูแลแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดูเอง และอีกอย่างที่เพิ่มเติมมาคือถูกพูดกรอกหูจนฝังหัวว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา พัคซองจินเป็นคนพิเศษซึ่งได้รับหน้าที่สำคัญที่จะละเลยไปไม่ได้
ถึงอย่างนั้นซองจินก็ไม่ได้รู้สึกนักว่ามันเป็นหน้าที่ไม่เคยรู้สึกถึงความไม่ธรรมดาที่ใครๆต่างพยายามยัดเยียดให้ เพราะเจฮยองผู้เป็นเกือบทั้งหมดของชีวิตไม่เคยตอกย้ำในส่วนนั้น ในบางทีที่เผลอไผลมันทำให้ซองจินเชื่อไปตามที่อีกคนแสดงออกว่าเขาสองคนแค่เป็นเพื่อนธรรมดา สถานะไม่ใช่เจ้านายกับลูกน้อง และไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากไปกว่านั้น
“อยู่ติดกับฉันตลอดเวลาแบบนี้ ไม่เบื่อบ้างหรือไง”
เจฮยองเคยถามคำถามทำนองนี้กับเขาในบ่ายวันหนึ่งตอนที่นั่งพักเหนื่อยจากการวิ่งเล่นในสวนหน้าบ้าน ประสบการณ์จากการเรียนรู้โลกมาบ้างของเด็กเก้าปีทำให้สงสัยใคร่รู้ได้เป็นธรรมดา ตอนนั้นซองจินยิ้มรับคำถามแต่ไม่ได้ตอบออกไปในทันที
“นายคิดว่าไงล่ะ”
เจฮยองมีท่าทีฮึดฮัดขัดใจเมื่อไม่ได้รับคำตอบของสิ่งที่ถาม แต่กลายเป็นคำถามย้อนกลับมาให้ตัวเองต้องตอบ หัวคิ้วเหนือกรอบแว่นอันใหญ่กดผิวเนียนละเอียดจนเป็นรอยยู่
“ฉันถามก่อน ..ตอบสิ”
ดวงตาเรียวเล็กจ้องจะเอาคำตอบจนซองจินต้องยอมแพ้
“ไม่เบื่อหรอก ฉันมีความสุขดีแล้วที่ได้เป็นคนของเจฮยอง”
ตอนนั้นเจฮยองพรูลมหายใจออกบางเบาแล้วหันหน้าไปอีกทาง ซองจินเดาไม่ออกว่าในใจอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
เจเป็นเด็กวัยรุ่นที่ร่าเริงแจ่มใสและมนุษยสัมพันธ์ดีเป็นพิเศษ ใครก็ว่าเป็นเพราะไม่เคยต้องมีเรื่องยุ่งยากให้กังวลใจ ชีวิตของเจมองดูผิวเผินอาจน่าอิจฉา เนื่องจากเขามีซองจินคอยช่วยเหลือ คอยแก้ปัญหาทุกอย่างให้โดยตลอด ถ้าว่ากันตามตรงในแต่ละวันเจแทบไม่ต้องคิดอะไรนอกจากการเลือกมื้ออาหารด้วยซ้ำ
แต่ทั้งเจ้าตัวเองและซองจินก็รู้ว่าความสุขสบายเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องดีที่สุด เจโหยหาอิสระ อยากมีเพื่อนฝูงจำนวนมาก หูตาแพรวพราวเสมอเมื่อได้มีโอกาสทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เพราะในช่วงวัยรุ่นตอนต้นนั้นไม่ว่าใครก็อยากได้รับการยอมรับ เป็นคนสำคัญ เป็นจุดสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคนแบบเจฮยอง
เพราะเจคือที่หนึ่งในบ้าน เมื่อพบสังคมที่กว้างขึ้นความต้องการเป็นที่ยอมรับก็ขยายใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และเพราะรูปลักษณ์ บวกกับอุปนิสัยที่กุมหัวใจผู้คนเอาไว้ง่ายๆก็ไม่ทำให้เจ้าตัวต้องผิดหวัง เจในวัยสิบห้าปีเป็นดาวเด่นของโรงเรียนที่ใครก็จับตามอง สายตาแสดงความชื่นชมกระจายตัวมาจากหลายทิศทางนั้นทำให้เจ้าของรอยยิ้มน่ารักยิ่งปลาบปลื้ม
ส่วนคนที่ถูกกันให้ห่างออกมานั้นต่างหากที่ต้องปรับตัวเสียใหม่ ซองจินไม่ได้อยากจะถอยห่างแต่ก็จำเป็น ในเมื่อสายตาของเจฮยองไม่ได้มีแต่ตนเองอีกต่อไป แต่เขาเองก็เข้าใจในจุดนั้น เพราะรู้จักเจมาทั้งชีวิตย่อมรู้ว่านี่คือบทเรียนบทใหม่ เจฮยองเริ่มชีวิตวัยรุ่นด้วยการมีเพื่อนฝูงมากมายย่อมเป็นเรื่องที่ดี นับว่าเขาทำหน้าที่ได้ไม่ตกหล่นบกพร่อง อย่างน้อยเจก็มีความสุขดี และไม่ได้มีปัญหาอะไร
เริ่มแรกที่ร่างสูงโปร่งสวมแว่นสายตาเป็นเอกลักษณ์มักจะแวะเวียนพูดคุยทักทายกับคนนั้นคนนี้ ซองจินทำเพียงยืนมองอยู่ด้านหลังและยิ้มรับด้วยความยินดี แต่เมื่อความต้องการของเจขยายไปไกลกว่านั้น ก็เป็นหน้าที่ของซองจินที่ต้องจัดการมันให้ลงตัว
“แต่นายก็รู้ว่าท่านไม่อนุญาตให้ไปแน่ๆ”
ซองจินตอบไปอย่างนั้นเมื่อเจบอกเขาว่ามีนัดไปคาราโอเกะแถวๆ โรงเรียนกับเพื่อนในห้องเรียนหลังสอบปลายภาคเสร็จ แต่หลังจากได้ยินแบบนั้นเจกลับกระชับแว่นขึ้นไปเกาะอยู่บนดั้งจมูก ทำท่าทีไม่ยี่หระ
“นายก็ทำให้พ่ออนุญาตสิ”
ไม่ต้องรอให้ขยับปากซองจินก็รู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่ถูกตามใจมาตลอดหันกลับไปสนใจโปรแกรมแชทในโทรศัพท์มือถือต่อแล้ว แต่คนที่รับระเบิดลูกใหญ่เอาไว้คือพัคซองจิน
ลำพังแค่ไปคาราโอเกะคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นทั่วไป แต่เพราะเจฮยองไม่ใช่วัยรุ่นทั่วไป เช่นเดียวกับซองจินและทุกคนที่อยู่ใต้ร่มเงาของท่าน โดยเฉพาะเมื่อเป็นลูกชายแท้ๆอย่างเจฮยองยิ่งต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะอันตรายจากงานของพ่ออาจเกิดได้ทุกเมื่อ ธุรกิจที่ซุกตัวอยู่ในมุมมืดของสังคมเกาหลีย่อมไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ
หน้าที่ของซองจินก็เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด แค่ประสานความต้องการของคุณหนูหัวรั้น เข้ากับความเป็นห่วงของท่านซึ่งพยายามกางปีกปกป้องลูกชายคนเดียวเอาไว้ ซองจินเจรจาอยู่นานกว่าจะได้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย แม้จะไม่น่าพึงพอใจเอาเสียเลยสำหรับเจ
“แล้วจะให้ไปคาราโอเกะกับบอดี้การ์ดเป็นโขยงนี่หรอ?”
“อย่างน้อยก็ยังได้ไปนะ”
เขาตอบเสียงอ่อยเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรได้ดีไปกว่านั้น รู้ดีอยู่แล้วว่าผลต้องออกมาทำนองนี้ ดีแค่ไหนแล้วที่เจไม่หงุดหงิดหัวเสียจนล้มเลิกแผนการไปฉลองกับเพื่อนๆทิ้ง
แม้เจฮยองจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆว่าผิดหวังแต่เขาก็สังเกตได้ การมีบอดี้การ์ดตามไปในระยะห่างกว่าห้าเมตรด้วยชุดไปรเวทและกระจายตัวราวกับไม่ได้มาด้วยกันนั้นไม่ได้ทำให้อึดอัด แต่สิ่งที่ทำให้เจฮยองไม่สบายใจคือความรู้สึกน้อยใจลึกๆที่พ่อไม่เคยไว้ใจให้เขาไปไหนมาไหนได้เองสิ่งเจที่ยังขาดและโหยหามาเติมเต็มคืออิสรภาพที่ไม่เคยได้รับ
แววตาหม่นแสงที่ได้เห็นไม่กี่ครั้งในชีวิตทำให้ซองจินเศร้าตามไปด้วย เขารู้สึกว่ากำลังทำผิดต่อเจ แม้มันจะเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของอีกฝ่าย ถูกต้องเหมาะสมต่อหน้าที่ที่ควรจะเป็นแต่ซองจินกลับไม่มีความสุข เจฮยองฉีกยิ้มเฉพาะเวลาเพื่อนบางคนส่งไมโครโฟนมาให้ แต่ดวงตาเรียวสวยไม่ได้ยิ้มตาม
พอเผลอคิดไปว่าในใจเด็กชายอาจกำลังร้องไห้อยู่ก็ได้ ความไม่สบายใจก็ยิ่งเกาะกุมให้ซองจินรู้สึกแย่ ในที่สุดวันนั้นจบลงด้วยการที่เขาฉุดเจฮยองออกไปจากห้องมืดทึบอับแสง ไม่ได้บอกกล่าวอีกฝ่ายว่าคิดจะทำอะไร แค่จับมือกัน นับหนึ่งถึงสามแล้วออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามซอกซอยต่างๆเท่าที่ตาจะมองเห็น
เจฮยองหายใจหอบถี่หนักพลางรั้งข้อมือซองจินเอาไว้เมื่อวิ่งมาได้ไกลพอสมควร พวกเขาแอบอยู่ในซอกแคบๆ ซึ่งเป็นที่ว่างระหว่างอาคารเตี้ยๆ สองหลัง คะเนดูแล้วไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าหรือเสียงตะโกนโวยวายไล่ตามมาอีก ซองจินจึงยอมหยุดพัก
“หายใจทันไหม”
เขาถามเมื่อเห็นเจหน้าซีดผิดปกตินึกโทษตัวเองที่ทำอะไรพลการโดยลืมคิดไปเสียสนิทว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้มีสุขภาพแข็งแรงมากพอ
“ไหวอยู่ๆ ..คิดยังไงถึงทำแบบนี้ ไม่กลัวโดนพ่อฆ่าตายหรือไง”
ทั้งที่คำพูดฟังยังไงก็ออกมาในเชิงตำหนิ แต่คนถูกต่อว่ากลับยิ้มกว้างเมื่อเห็นแววพราวระยับในตาคู่นั้นที่เขาชอบมอง
“ก็เห็นว่านายดูไม่มีความสุข แปลว่าฉันทำหน้าที่ได้ไม่ดี ก็ควรจะถูกลงโทษสักทางอยู่แล้ว”
ซองจินยักไหล่แล้วตรงเข้าช่วยลูบหลังอีกฝ่าย ไม่นานเมื่อเจมีสีหน้าดีขึ้นจึงพากันเดินออกจากตรอกแคบๆ ลัดเลาะไปตามทางเดินทั้งที่ไม่รู้จัก แต่ถึงอย่างนั้นเจฮยองก็คงรอยยิ้มเอาไว้บนใบหน้า พูดจ้อถึงความตื่นเต้นจนอะดรีนาลีนหลั่งในเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
“ขอบคุณนะ”
คำพูดที่ถูกยกขึ้นปิดท้ายแทบจะกลายเป็นคำสร้อยของทุกประโยคทำให้หัวใจเขาพองฟู ซองจินดีใจที่เขาทำหน้าที่ได้ดีจนได้รับคำชมเชยเสียมากมายจากผู้เป็นเจ้านาย ไม่ทันได้สังเกตตัวเองว่าเขากำลังดีใจเพราะคำขอบคุณที่หยิบยื่นอิสรภาพชั่วครู่ยามให้ หรือเพราะรอยยิ้มจนตาหยีที่แสดงว่าเจฮยองกำลังมีความสุขอย่างไม่เคยเป็นกันแน่
รู้แค่แม้จะถูกลงโทษจากท่านอย่างไร ซองจินก็ไม่เสียใจสักนิดที่เลือกทำ
บททดสอบใหญ่ครั้งที่สองตามเขามาในระยะเวลาไม่นานนัก
คราวที่แล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากคำคาดโทษจากท่านเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำสองในครั้งต่อไป เขาโชคดีที่โดนสั่งสอนเพียงเล็กน้อยเพราะเจฮยองไม่ได้รับอันตรายใดๆ แต่นั่นก็ทำให้ซองจินเริ่มกลับมาพิจารณาตัวเองอีกครั้ง
ข้อสรุปคือในฐานะคนของเจฮยองเขาควรจะปกป้องอีกฝ่ายได้ดีกว่านี้ สาเหตุที่ท่านไม่ไว้ใจให้เจออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนตามลำพังแม้จะมีเขาติดสอยห้อยตามไปด้วย นั่นก็เพราะซองจินไม่เคยจับมีดพก แตะต้องของมีคมมากสุดแค่ช่วยแม่หั่นผักในครัว อาวุธอื่นก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้
เมื่อตัดสินใจร้องขอ ท่านไม่ได้ตัดขาดโลกของเขากับอาวุธอย่างที่ทำกับเจฮยองก็จริง แต่ก็ไม่สนับสนุนให้เขาใช้มัน พัคซองจินกับการเรียนรู้วิธีใช้อาวุธด้วยตัวเองในคราวแรกจึงนับว่าไม่ง่าย ถ้าไม่ใช่เพราะมีจุดประสงค์ที่ต้องการใช้งานเขาคงล้มเลิกไปแล้วเวลาฝึกของเขาคือเมื่อเจฮยองนอนหลับเท่านั้น แต่เมื่อเรียนรู้ไปสักระยะหนึ่งให้เริ่มคุ้นชิน ซองจินก็สามารถเป็นเพื่อนรักกับ Walther P99 ได้ในที่สุด
แต่คนหัวรั้นรักอิสระอย่างเจก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น เจฮยองยอมพักความต้องการไว้ชั่วคราวเพื่ออ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้พ่อได้ชื่นใจ ไม่นานนักหลังจากพายุอารมณ์ของท่านสงบลงเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งก็ก่อมันขึ้นอีกระลอก คราวนี้เป็นเรื่องที่แม้แต่ซองจินเองก็ไม่เห็นด้วย
ตั๋วเครื่องบินเที่ยวเดียวไปลาสเวกัสถูกวางลงตรงหน้า
นั่นเป็นครั้งแรกที่ซองจินไม่ยอมลงให้เจฮยอง
เขาปฏิเสธเด็ดขาดได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ท่านทราบเลยด้วยซ้ำ คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่าอย่างไรเจฮยองก็ไม่ควรเดินทางออกนอกประเทศคนเดียว และต่อให้มีเขาไปด้วยก็ยังไม่ใช่โอกาสที่เหมาะสม ซองจินมั่นใจว่าเขาจะดูแลเจฮยองอย่างดีที่สุด แต่ไม่มั่นใจว่าในโลกข้างนอกนั่นจะไม่มีใครจ้องทำร้ายเจฮยองอยู่
“ไปคนเดียวไม่ได้หรอก”
“ก็เลยมาชวนไปด้วยกันนี่ไง”
หลายวันมานี้เจตามตื๊อเรื่องตั๋วเครื่องบินไปยังประเทศที่อยู่คนละซีกโลกจนต่างฝ่ายต่างถอนใจแรง ไม่ใช่ซองจินไม่รู้ว่าเจฮยองอยากไปเที่ยวก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขารู้ดี แต่ก็รู้ด้วยเช่นกันว่าทำไมเจถึงเลือกลาสเวกัสเป็นจุดหมายปลายทาง
เมืองแห่งบาป เป็นชื่อเล่นของมัน เจ้าของนิ้วเรียวที่กำลังดันแว่นให้เข้าที่อยากไปเปิดหูเปิดตาท่ามกลางแสงสีและความศิวิไลซ์ก็จริง แต่เหตุที่เจเลือกเวกัสเพราะชื่อเสียงที่โด่งดังเกี่ยวกับอบายมุขและกลิ่นของความอันตรายที่แสนเย้ายวน เด็กหนุ่มต้องการเข้าใกล้สภาวะอันตรายนั้น เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งและกล้าหาญพอจะต่อกรกับสังคมโหดร้ายที่พ่อพยายามปกป้องเขาเอาไว้
แต่เจมั่นใจได้ยังไงว่าการพิสูจน์ครั้งนี้จะลุล่วงด้วยดี คุณหนูร่างสูงที่แสนจะอ่อนแอนั่นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในเมืองที่ว่า เต็มไปด้วยทั้งคู่ค้าและศัตรูของพ่อนับสิบราย
ซองจินค้านหัวชนฝาและเสนอเมืองอื่นที่น่าสนใจมากกว่าอย่างลอส แองเจลีส แคลิฟอร์เนีย หรือแม้แต่เมืองหลวงอย่างวอชิงตัน ดี.ซี. แต่เจไม่รับฟังและยังคงยืนยันจะไปที่นั่นทั้งที่ไม่รู้จักพื้นเพอะไรนอกจากคาสิโนชั้นนำ ทั้งที่พยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาหลอกล่อให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจแต่ดูจะไร้ผล
ซองจินอธิบายให้เจฟังในที่สุด ว่าถ้าหากยังรั้นจะไปเยือนให้ได้ ซองจินต้องรายงานให้ท่านทราบเรื่องนี้ และคราวนี้อาจไม่ใช่แค่บอดี้การ์ดตามไปเป็นโขยงแบบที่เจฮยองไม่ชอบ มาตรการรักษาความปลอดภัยในแดนอันตรายคงรุนแรงกว่าเดิมมากนัก
“พัคซองจิน!!”
เจตะโกนแทบจะเป็นกรีดร้องใส่หน้าเขา แววตาสวยเป็นประกายเมื่อครู่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยวมือนิ่มยกขึ้นเสยผมลวกๆทว่ารุนแรงหลายครั้ง ดูจากสีหน้าก็คาดเดาไม่ยาก หากลงไปนอนดิ้นที่พื้นแล้วช่วยระบายความอัดอั้นนี้ได้เจก็คงทำ
“ฉันบอกนายแล้วว่าไปไม่ได้ ฟังกันบ้างสิ”
ซองจินสูดลมหายใจเข้าลึก เก็บกักความอดทนให้พอจึงค่อยมองหน้าอีกฝ่ายอย่างตำหนิ
“ไม่ ไม่! นายมันบ้า ทุกคนบ้าไปหมด!! เห็นฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไงที่ต้องคอยขังเอาไว้ในกรงตลอดเวลา ฉันใช้ชีวิตแบบนี้มาสิบแปดปีแล้ว ปล่อยฉันไปเจอโลกจริงๆสักที!”
เจฮยองตวาดเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยเมื่อเทียบกับน้ำตาจากความคับข้องใจที่เอ่อคลอขึ้นมาบนหน่วยตา เขายืนมองผู้เป็นเจ้านายด้วยความสงสารจับใจ แต่ซองจินทำอะไรไม่ได้ เพราะข้อจำกัดของเจฮยองมีมากเกินกว่าเขาจะฝ่าฝืน ซองจินทำดีที่สุดได้เท่านี้จริงๆ
แม้ว่าใจจริงเขาอยากจะพาเจฮยองไปในทุกที่ที่อีกฝ่ายต้องการ ..แต่สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้กลับเป็นการยืนนิ่งๆให้มือเล็กตรงเข้าทุบต่อยจนสาแก่ใจ ซองจินไม่ปัดป้องหรือร้องให้อีกฝ่ายหยุด หากมันจะทำให้เจรู้สึกดีขึ้นก็นับเป็นหน้าที่ที่ควรยอมเจ็บบ้างเพื่อแลกมา
แต่เพราะหยดน้ำใสๆเริ่มไหลออกจากดวงตาคู่นั้น พัคซองจินจึงอยู่เฉยไม่ได้
“เจ..ฟังก่อน”
เสียงร้องไห้บาดหัวใจเขาแต่เด็กหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกันก็ไม่รู้จะหาทางออกสำหรับปัญหานี้อย่างไร ทุกสิ่งที่เขารู้เป็นเรื่องที่เจฮยองรู้ดีไม่ต่างกัน เพราะท่านรักเจมากถึงได้สร้างกำแพงหนามากั้นสิ่งชั่วร้ายภายนอกให้ออกห่าง แต่เขาก็เข้าใจคนที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนอยู่ในอ้อมกอดเหมือนกัน ว่าความรู้สึกราวกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกขังไว้เพียงในกรงชั่วชีวิตมันเป็นอย่างไร
เพราะหาทางออกไม่ได้ ซองจินจึงได้แต่กอดเจฮยองเอาไว้ ฝ่ามือหยาบกร้านลูบเส้นผมลื่นมือและแผ่นหลังผอมบางเพื่อปลอบประโลม
“ร้องจนตาบวมก็ได้ ปล่อยมันออกมาให้หมด แล้วหลังจากนี้อย่าร้องอีก..”
คนมีสถานะต่ำกว่าปิดตาลง แล้วพูดข้อความที่จริงใจที่สุดในชีวิตให้อีกฝ่ายได้รับฟัง
“รู้ไหม ..เวลานายร้องไห้ ในใจฉันก็เจ็บไม่ต่างกันเลย”
พัคซองจินนั่งนิ่งๆ อย่างนี้มาสักพักแล้ว
หลังจากเจร้องไห้จนเหนื่อยและหลับไปบนเตียงของเขา ซองจินจึงใช้เวลารวบรวมความคิดที่ฟุ้งซ่านเอนตัวอยู่บนเตียงไม่ได้อย่างเคย เขาย้ายตัวเองมายังมุมที่มักใช้เพื่อสร้างสมาธิอย่างโต๊ะเขียนหนังสือ เด็กหนุ่มมองผนังสีฟ้าอ่อนแต่ไม่ได้สนใจมันเป็นพิเศษ เขาท่องไปในความคิดของตัวเองจนลืมสิ่งรอบข้างไปสักพัก
ตั้งแต่จำความได้เขาก็เห็นแล้วว่าท่านใช้วิธีแบบนี้ในการเลี้ยงดูเจ หากพัคเจฮยองต้องการข้าวของอะไร ไม่เคยมีสักครั้งที่จะถูกขัดใจ ความอบอุ่นก็ไม่ใช่เรื่องที่หาได้ยากเพราะท่านไม่เคยละเลยบุตรชายเลยสักครั้ง แม้จะเข้มงวดไปบ้างในบางเรื่องก็ตามที
ซองจินไม่เคยมานั่งคิดอย่างจริงจังสักครั้งว่าเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีการเลี้ยงดูแบบนี้ เขาแค่รับรู้แล้วผ่านเลยไป เคยเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของตนเองที่จะต้องไปยุ่ง หรือแสดงความคิดเห็นกับเรื่องของครอบครัวคนอื่น ซ้ำยังเป็นคนอื่นซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าในทุกทาง และต่อให้คิดไปก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ซองจินจึงไม่เคยอยากยื่นมือไปข้องเกี่ยวมากเกินกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย.. จนวันนี้
เขาดึงตัวเองออกจากภวังค์ที่จมดิ่ง ตรวจดูว่าเจฮยองนอนหลับสบายดีอยู่นเตียงนุ่ม แล้วกลับย้อนคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาอีกครั้ง
ซองจินไตร่ตรองอยู่นานจนเกือบค่ำจึงเข้าพบท่านเพื่อร้องขอในสิ่งที่เจต้องการ บทสนทนาไม่ได้ยืดเยื้อยาวนานในความเป็นจริง แต่ไหนแต่ไรมาท่านไม่ใช่คนชอบอธิบายความคิดของตัวเองให้ใครฟัง และเขาเองก็ไม่ชอบพูดอะไรให้มากความ เพียงแค่สื่อสารให้เข้าใจตรงกันได้ก็เป็นอันจบ ดังนั้นการพูดคุยในวันนี้จึงดำเนินไปด้วยความเงียบเป็นหลัก ประโยคสนทนาและเสียงถอนหายใจแทรกเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ ที่สำคัญ
“รู้ใช่ไหมว่าฉันยังอยู่ทุกวันนี้เพื่อใคร”
“ครับ”
“ก็น่าจะตอบคำถามทั้งหมดได้แล้ว”
ซองจินเม้มปากแน่นให้กับคำตอบนั้น ไม่ใช่ว่านี่คือครั้งแรกที่เขาไม่เห็นด้วย แต่สิบแปดปีที่ผ่านมาเขายอมรับในการตัดสินใจของท่านเพราะมีเหตุผลที่ไม่อาจคัดค้านได้ คราวนี้สิ่งที่เขาขอร้องไม่ใช่เรื่องหักดิบอย่างที่คนบนเตียงต้องการด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มแค่ขอให้เจฮยองได้มีช่วงชีวิตที่สนุกสนานเพียงครึ่งหนึ่งของวัยรุ่นทั่วไปเท่านั้น
“ฉันใช้ชีวิตของเขาแลกสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตฉันไปแล้ว”
“ต่อให้ต้องขังเอาไว้ในกรงจริงๆ ถ้านั่นจะทำให้เขาอยู่ ..ก็คงต้องทำ”
เทียบกับน้ำตาที่เสียไปของเจแล้ว ซองจินคิดว่าวินาทีนี้เขาอึดอัดและอยากจะกอดปลอบอีกฝ่ายให้แน่นขึ้นอีก หัวใจไม่ได้หนักอึ้งเพราะคำปฏิเสธของท่าน มากเท่ากับความรู้สึกผิดที่ไม่อาจเยียวยาอีกฝ่ายได้ดีกว่าเพียงแค่อยู่ด้วยในเวลาที่อ่อนแอที่สุด ซองจินจับมือของคนในความคิดขึ้นมาเกลี่ยผิวเนื้อบางครู่ใหญ่แล้ววางลง
ภาพรอยยิ้มและคำขอบคุณของอีกฝ่ายตอนที่พาเจหนีจากวงล้อมบอดี้การ์ดกลุ่มเล็กๆ ฉายสะท้อนกลับไปกลับมาจนจำได้ขึ้นใจ เขาเผลอยิ้มตามแล้วก็พรูลมหายใจยาวออกมาเมื่อคิดว่ารอยยิ้มแบบนั้นจะไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้ว แม้ความสุขชั่วคราวที่เกิดเมื่อเขาหากิจกรรมมาให้อีกฝ่ายทำ อย่างตอนที่ปั่นจักรยาน เล่นแบดมินตัน พากันหัดเล่นกีตาร์นั่นจะทำให้เจลืมความอึดอัดใจไปได้บางครั้งก็ตามที
แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เขาได้เห็นรอยยิ้มสว่างสดใสอย่างครั้งนั้นอีก
ซองจินเฝ้าคิดถึงมันอยู่ลึกๆในใจมาหลายปี เขาอาจดูเป็นคนไม่ดีถ้าจะยอมรับว่าความสุขของเจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่เพียรพยายามจะเดินไปให้ถึง ซองจินมีจุดมุ่งหมายที่ไกลกว่านั้นอีกสองสามก้าว เขาอยากจะเห็นรอยยิ้มนั้นอีกครั้ง รอยยิ้มที่เขารักและทะนุถนอมยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ที่เขาอยากได้และเฝ้าถวิลหา
เพียงแต่ลึกเข้าไปในหัวใจดวงนี้ พัคซองจินก็ยังยอมรับได้เต็มปากว่า ความละโมบในใจคอยบอกว่ามีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้ มีแต่ซองจินที่รู้วิธีการสร้างมันขึ้นมา ไม่ยากเลยหากต้องการจะทำมันอีกสักครั้ง และเมื่อถึงเวลานั้น เขาจะเป็นเพียงผู้เดียวที่เก็บรักษารอยยิ้มนั้นเอาไว้ได้จนตลอดกาล
ทุกครั้งที่มองดวงจันทร์ ซองจินมักคิดเล่นๆว่าสักวันอยากจะพาเจไปอยู่บนนั้น
ชั่ววินาทีหนึ่ง ..เขารู้สึกว่าวันนั้นจะมาถึงในอีกไม่นาน
หลายครั้งซองจินฝันว่าเขาตื่นขึ้นมาบนเครื่องบินที่กำลังเคลื่อนไกลออกไปจากบ้าน
เมื่อสามเดือนก่อนตอนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมเหงื่อท่วมตัวยังส่ายหัวแล้วบอกตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้อยู่เลย เจฮยองเป็นสิ่งที่ท่านหวงแหนที่สุด หน้าที่ที่ได้รับแต่เกิดคือการดูแลปกป้องให้บุตรชายของท่านเติบโตมาอย่างดีและปลอดภัยไร้ที่ติ แต่ตอนนี้มือเรียวที่บีบกระชับเป็นระยะทำให้ซองจินตระหนึกถึงความจริง
การหลบหนีบอดี้การ์ดจำนวนไม่กี่สิบคนกับการท้าทายอำนาจของคนที่คุ้มกะลาหัวพวกเขามากตลอดมันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซองจินค่อยๆวางแผนอย่างรอบคอบที่สุดเท่าที่จะหาทางได้ ดำเนินชีวิตไปตามกิจวัตรเดิมๆ อย่างเงียบเชียบ พยายามไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร
จนเมื่อทุกอย่างพร้อม
“บ้าน่า ..แล้วพ่อจะไม่ตามฆ่านายหรือไง”
ไม่ใช่คำตอบตกลงหรือปฏิเสธในคำถามที่เขาส่งให้อีกฝ่าย ตอนนั้นเจใช้เท้ายันพื้นไว้เพื่อหยุดล้อจักรยาน หัวทุยหันขวับกลับมามองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“แค่ตอบว่าจะไปด้วยกันไหมก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
เจอ้าปากค้างแล้วแนบร่างกายทั้งหมดราบไปกับจักรยานของตัวเอง ซองจินรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจกันได้ง่ายๆ หากมีใครมาบอกตัวเขาเองในหนึ่งปีก่อนว่าจะต้องขอคำตอบเรื่องนี้กับเจ เขาคงหาว่าหมอนั่นบ้า คนอย่างพัคซองจินไม่เคยมีนิสัยอกตัญญูไม่รู้คุณคน เขารู้ดีว่าแม้นายโดยตรงคือเจฮยอง แต่แท้จริงก็เป็นท่านที่เลี้ยงดูเขามาโดยตลอด
จนตอนนี้ ถ้าไม่ใช่ว่าเขาจดจำน้ำเสียงหนักแน่นประโยคนั้นได้ชัดเจนในหัว เขาก็คงไม่ทำเรื่องแบบนี้
“ต่อให้ต้องขังเอาไว้ในกรงจริงๆ ถ้านั่นจะทำให้เขาอยู่ ..ก็คงต้องทำ”
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือเจ ..ซองจินยอมรับหน้าที่นี้มาตั้งแต่เกิด อะไรก็ได้ที่ทำให้เจมีความสุขได้เขาพร้อมจะทำ แต่เมื่อท่านยืนยันหนักแน่นว่ายินดีจะพรากความสุขของอีกฝ่ายไปได้จนตลอดชีวิต ขอเพียงให้เจฮยองอยู่ในอำนาจควบคุมของท่านเพื่อเป็นตัวแทนของนายหญิงเท่านั้น ซองจินจึงพร้อมจะละทิ้งความสำนึกในบุญคุณของคนที่อุ้มชู ยอมแม้แต่ลงมือทำสิ่งอันตรายที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะนึกได้
หวนคิดไปถึงคำพูดของใครต่อใครในบ้านที่เฝ้าย้ำเตือนเขาตั้งแต่เริ่มจำความ พัคซองจินไม่ใช่คนธรรมดา เขาเกิดมาพร้อมกับหน้าที่สำคัญที่สุด ใครต่อใครที่รู้เรื่องอาจคิดว่าเป็นเพราะคำพูดเหล่านั้นที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรซองจินก็ไม่คิดจะโทษใครหรือสิ่งอื่นเลยนอกจากตัวเอง เพราะรู้ดีว่ามันไม่จริง ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะออกคำสั่งให้เขาทำตามได้
..นอกจากความรัก และพัคเจฮยอง
“ขอบคุณนะซองจิน”
รอยยิ้มบริสุทธิ์ยิ่งกว่าสิ่งใดที่เคยพบพานแย้มออก เจฮยองเอนหัวทุยอิงซบกับใบหน้าด้านข้องของเขา ซองจินมองเห็นรอยยิ้มหวานจับใจ ทั้งปาก ทั้งตา ลามไปทั่วแก้มและทั้งใบหน้า ทั้งหมดนั้นงดงามแบบที่เขาเฝ้าปรารถนาจะได้เห็นมานานหลายปี สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมหวานที่คาดเดาไม่ได้ว่าคืออิสรภาพ ความสุข หรือเป็นแค่กลิ่นของเจฮยองกันแน่
และเพียงความอบอุ่นจากนิ้วเรียวถ่ายทอดสู่ฝ่ามือหยาบกร้านในชั่วขณะหนึ่ง
ซองจินก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา
เขาเป็นคนของเจฮยอง